กำลังโหลด

Monastic Law

PLI-TV-BU-PM1 ภิกขุปาติโมกข์ เถรวาท

การแปล [6]

ภิกขุปาติโมกข์ เถรวาท

บุพพกรณ์ (ธุระที่ต้องทำในเบื้องต้น)

การปัดกวาดโรงอุโบสถ การตามประทีป การตั้งน้ำใช้น้ำฉัน และการปูอาสนะ; คือ องค์ของบุพกรณ์ของอุโบสถทั้ง ๔ อย่าง.

บุพพกิจ (ธุระที่ต้องทำก่อน)

การนำฉันทะมา การบอกความบริสุทธิ์ การบอกฤดู และการให้โอวาทภิกขุ; คือ องค์ของบุพกิจทั้ง ໔ อย่าง.

ความพรั่งพร้อม

มีองค์ ๔ คือ เป็นวันอุโบสถ เป็นภิกขุผู้ควรถึงกรรม; เป็นผู้ที่ไม่ต้องสภากาบัติ; บุคคลผู้ควรเว้น ไม่มีในหัตถบาสสงฆ์นั้น.

ข้าพเจ้าขอเชื้อเชิญ ผู้ทําบุพพกรณ์บุพพกิจสำเร็จดีแล้วที่อยู่ที่นี้ ผู้พร้อมเพรียงกัน ผู้มีอาบัติอันถูกบอกเทศนาแล้ว เพื่อสวดปาฏิโมกข์ โดยอนุมัติแห่งหมู่ภิกขุสงฆ์.

นิทานุทเทส (คำไขขยายความ)

ข้าแต่ภิกขุนีสงฆ์ผู้เจริญ ขอจงฟังเถิด. อุโบสถวันนี้ที่ ๑๕, ถ้าความพรั่งพร้อม ของสงฆ์ถึงที่แล้ว เราทั้งหลายพึงทำอุโบสถ พึงแสดงซึ่งปาฏิโมกข์ด้วยกัน.

บุพพกิจอะไรๆ ของสงฆ์ก็ทำสำเร็จแล้ว? ท่านทั้งหลายพึงบอกความบริสุทธิ์, ข้าพเจ้าจักแสดงซึ่งปาฏิโมกข์, อันพวกเราทั้งหลาย จงฟัง จงใส่ใจซึ่งปาติโมกข์นั้น ให้สำเร็จประโยชน์. ผู้ใดหากมีอาบัติ ผู้นั้นก็พึงเปิดเผยเสีย, เมื่ออาบัติไม่มี ก็พึงนิ่งอยู่, ก็เพราะความเป็นผู้นิ่งแล ข้าพเจ้าจักทราบท่านทั้งหลายว่า เป็นผู้บริสุทธิ์. ก็การสวดประกาศให้ได้ยินมีกำหนด ๓ ครั้ง ในบริษัทเห็นปานนี้อย่างนี้ เป็นเหมือนถูกถามตอบเฉพาะองค์. ก็ภิกขุใดเมื่อสวดประกาศจบครั้งที่ ๓ ระลึก (อาบัติ) ได้อยู่ ไม่เปิดเผยอาบัติซึ่งมีอยู่ รู้ตัวว่ากล่าวเท็จความผิดย่อมมีแก่เธอนั้น. ท่านทั้งหลาย ก็รู้ตัวว่ากล่าวเท็จแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เป็นธรรมทำอันตราย, เพราะฉะนั้น เมื่อภิกขุต้องอาบัติแล้วระลึกได้ หวังความบริสุทธิ์ พึงเปิดเผยอาบัติซึ่งมีอยู่, เพราะการเปิดเผยอาบัติแล้ว ความสบายย่อมมีแก่เธอ.


ข้าพเจ้าเพียงแสดงโดยสรุปเท่านั้น ในข้อความเบื้องต้น. ข้าพเจ้าถามท่านทั้งหลาย ในข้อเหล่านั้น ท่านทั้งหลายเป็นผู้บริสุทธ์แล้วหรือ? ข้าพเจ้าถามแม้ครั้งที่ ๒ ท่านทั้งหลายเป็นผู้บริสุทธ์แล้วหรือ? ข้าพเจ้าถามแม้ครั้งที่ ๓ ท่านทั้งหลายเป็นผู้บริสุทธ์แล้วหรือ? ท่านทั้งหลายเป็นผู้บริสุทธ์ในข้อเหล่านี้แล้ว เหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าทรงความนี้ไว้ด้วยอย่างนี้.

ข้อความเบื้องต้น จบ.

ปาราชิกุทเทส

อาบัติทั้งหลายชื่อว่าปาราชิก ๔ เหล่านี้ ย่อมมาสู่อุทเทสในปาฏิโมกข์นั้น.

ปาราชิก ๑. เมถุนธรรม

อนึ่ง ภิกขุใดถึงพร้อมด้วยสิกขาธรรมเนียมเลี้ยงชีพร่วมกัน ของภิกขุทั้งหลายยังไม่กล่าวคืนสิกขา ไม่ได้ทำให้แจ้งความเป็นผู้ถอยกำลัง (คือ ความท้อแท้) พึงเสพเมถุนธรรม โดยที่สุดแม้ในดิรัจฉานตัวเมีย ภิกขุนี้ต้องอาบัติปาราชิก ไม่มีสังวาส.

ปาราชิก ๒. อทินนาทาน

อนึ่ง ภิกขุใดถือเอาทรัพย์อันเจ้าของไม่ได้ให้ เป็นส่วนโจรกรรม จากบ้านก็ดีจากป่าก็ดี, พระราชาจับโจรได้แล้ว ฆ่าเสียบ้าง จำขังไว้บ้าง เนรเทศเสียบ้าง ด้วยปรับโทษว่า เจ้าเป็นโจร เจ้าเป็นคนพาล เจ้าเป็นคนหลง เจ้าเป็นคนขโมย ดังนี้ เพราะถือเอาทรัพย์อันเจ้าของไม่ได้ให้เห็นปานใด ภิกขุถือเอาทรัพย์อันเจ้าของไม่ได้ให้เห็นปานนั้น แม้ภิกขุนี้ ก็ต้องอาบัติปาราชิก หาสังวาสมิได้.

ปาราชิก ๓. มนุสสวิคคห

อนึ่ง ภิกขุใดแกล้งพรากกายมนุษย์จากชีวิตหรือแสวงหาศัสตราอันจะนำ (ชีวิต) เสียให้แก่กายมนุษย์นั้น หรือพรรณนาคุณแห่งความตายหรือชักชวนเพื่อความตายด้วยคำว่า “แน่ะ นายผู้เป็นชาย มีประโยชน์อะไรแก่ท่านด้วยชีวิตอันชั่วนี้ ท่านตายเสียดีกว่าเป็นอยู่”, ดังนี้เธอมีจิตใจ มีจิตดำริอย่างนี้ พรรณนาคุณแห่งความตายก็ดี ชักชวนเพื่อความตายก็ดี โดยหลายนัย, แม้ภิกขุนี้ ก็ต้องอาบัติปาราชิก หาสังวาสมิได้.

ปาราชิก ๔. อุตตริมนุสสธรรม

อนึ่ง ภิกขุใดไม่รู้เฉพาะ (คือไม่รู้จริง) กล่าวอวดอุตตริมนุสสธัมม์ อันเป็น ความเห็นอย่างประเสริฐ อย่างสามารถน้อมเข้าในตัวว่า ข้าพเจ้ารู้อย่างนี้ ข้าพเจ้าเห็นอย่างนี้, ครั้นสมัยอื่น แต่นั้น อันผู้ใด ผู้หนึ่ง เชื่อก็ตาม ไม่เชื่อก็ตาม ก็เป็นอันต้องอาบัติแล้ว มุ่งความหมดจด (คือ พ้นโทษ) จะพึงกล่าวอย่างนี้ว่า “แน่ะท่าน ข้าพเจ้าไม่รู้ ได้กล่าวว่า รู้ ไม่เห็นได้กล่าวว่าเห็นได้พูดพล่อยๆ เป็นเท็จเปล่าๆ”, เว้นไว้แต่ว่าสำคัญว่าได้บรรลุ, แม้ภิกขุนี้ ก็เป็นปาราชิก หาสังวาสมิได้.


ท่านทั้งหลาย อาบัติปาราชิก ๔ อันข้าพเจ้าได้แสดงขึ้นแล้วแล. ภิกขุต้องอาบัติเหล่าไรเล่า อันใดอันหนึ่งแล้วย่อมไม่ได้สังวาสกับด้วยภิกขุทั้งหลาย เหมือนอย่างแต่ก่อน ต้องอาบัติปาราชิก ไม่มีสังวาส. ข้าพเจ้าถามท่านทั้งหลาย ในข้อเหล่านั้นท่านทั้งหลายเป็นผู้บริสุทธ์แล้วหรือ?, ข้าพเจ้าถามแม้ครั้งที่ ๒ ท่านทั้งหลายเป็นผู้บริสุทธ์แล้วหรือ?, ข้าพเจ้าถาม แม้ครั้งที่ ๓ ท่านทั้งหลายเป็นผู้บริสุทธ์แล้วหรือ?, ท่านทั้งหลายเป็นผู้บริสุทธ์ในข้อ เหล่านี้แล้วเหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าทรงความนี้ไว้ด้วยอย่างนี้.

ปาราชิก จบ

สังฆาทิเสสุทเทโส

ท่านทั้งหลาย อาบัติชื่อสังฆาทิเสส ๑๓ เหล่านี้แล ย่อมมาสู่อุทเทส.

สังฆาทิเสส ๑. สุกกวิสสัฏฐิ

ปล่อยสุกกะเป็นไปด้วยความจงใจ เว้นไว้แต่ฝัน ต้องอาบัติสังฆาทิเสส.

สังฆาทิเสส ๒. กายสังสัคค

อนึ่ง ภิกขุใดกำหนัดแล้ว มีจิตแปรปรวนแล้ว ถึงความเคล้าคลึงด้วยกายกับมาตุคาม, จับมือก็ตาม จับต้องผมก็ตาม ลูบคลำอวัยวะอันใดอันหนึ่งก็ตาม ต้องอาบัติสังฆาทิเสส.

สังฆาทิเสส ๓. ทุฏฐุลลวาจา

อนึ่ง ภิกขุใดกำหนัดแล้ว มีจิตแปรปรวนแล้ว พูดเกี้ยวมาตุคามด้วยวาจาชั่วหยาบเหมือนชายหนุ่มพูดเกี้ยวหญิงสาว ด้วยวาจาพาดพิงเมถุน ต้องอาบัติสังฆาทิเสส.

สังฆาทิเสส ๔. อัตตกามปาริจริย

อนึ่ง ภิกขุใดกำหนัดแล้ว มีจิตแปรปรวนแล้ว กล่าวคุณแห่งการบำเรอตนด้วยกามในสำนักมาตุคาม ด้วยถ้อยคำพาดพิงเมถุนว่า “น้องหญิงหญิงใดบำเรอผู้ประพฤติพรหมจรรย์ มีศีลมีกัล๎ยาณธัมม์เช่นเราด้วยธรรมนั่น นั่นเป็นยอดแห่งความบำเรอทั้งหลาย ต้องอาบัติสังฆาทิเสส.

สังฆาทิเสส ๕. สัญจริตต

อนึ่ง ภิกขุใด ถึงความเป็นผู้เที่ยวสื่อ (บอก) ความประสงค์ของชายแก่หญิงก็ดี (บอก) ความประสงค์ของหญิงแก่ชายก็ดีในความเป็นเมียก็ตาม ในความเป็นชู้ก็ตามโดยที่สุด (บอก) แม้แก่หญิงแพศยา อันจะพึงอยู่ร่วมชั่วขณะ ต้องอาบัติสังฆาทิเสส.

สังฆาทิเสส ๖. กุฏิการ

อนึ่ง ภิกขุจะให้ทำกุฎี อันหาเจ้าของมิได้ เฉพาะตนเอง ด้วยอาการขอเอาเองพึงทำให้ได้ประมาณ; นี้ประมาณในอันทำกุฎีนั้นโดยยาว ๑๒ คืบ โดยกว้าง ๗ คืบด้วยคืบสุคต (วัด) ในร่วมใน, พึงนำภิกขุทั้งหลายไป เพื่อแสดงที่ ภิกขุเหล่านั้น พึงแสดงที่อันไม่มีผู้จองไว้อันมีชานรอบ. หากภิกขุให้ทำกุฎีด้วยการขอเอาเอง ในที่อันมีผู้จองไว้ อันหาชานรอบมิได้หรือไม่นำภิกขุทั้งหลายไป เพื่อแสดงที่หรือทำให้ล่วงประมาณ ต้องอาบัติสังฆาทิเสส.

สังฆาทิเสส ๗. วิหารการ

อนึ่ง ภิกขุจะให้ทำวิหารใหญ่อันมีเจ้าของ เฉพาะตนเอง พึงนำภิกขุทั้งหลายไปเพื่อแสดงที่, ภิกขุเหล่านั้น พึงแสดงที่อันไม่มีผู้จองไว้อันมีชานรอบ. หากภิกขุให้ทำวิหารใหญ่ในที่ มีผู้จองไว้ หาชานรอบมิได้ หรือไม่นำภิกขุทั้งหลายไปเพื่อแสดงที่ ต้องอาบัติสังฆาทิเสส.

สังฆาทิเสส ๘ ทุฏฐโทส

อนึ่ง ภิกขุใดขัดใจ มีโทสะไม่แช่มชื่น ตามกำจัด (คือ โจท) ภิกขุด้วยอาบัติ มีโทษถึงปาราชิก อันหามูลมิได้ ด้วยหมายใจว่า “แม้ไฉนเราจะยังเธอให้เคลื่อนจากพรหมจรรย์นี้ได้”, ครั้นสมัยอื่น แต่นั้น อันผู้ใดผู้หนึ่งถือเอาตามก็ตาม ไม่ถือเอาตาม ก็ตาม (คือ เชื่อไม่เชื่อก็ตาม) แต่อธิกรณ์นั้น เป็นเรื่องหามูลมิได้และภิกขุย่อมยันอิงโทสะ ต้องอาบัติสังฆาทิเสส.

สังฆาทิเสส ๙. อัญญภาคิย

อนึ่ง ภิกขุใดขัดใจ มีโทสะไม่แช่มชื่น ถือเอาเอกเทศบางแห่ง แห่งอธิกรณ์อันเป็นเรื่องอื่นให้เป็นเพียงเลิศ ตามกำจัดภิกขุด้วย ธรรมอันมีโทษถึงปาราชิก ด้วยหมายใจว่า “แม้ไฉนเราจะยังเธอให้เคลื่อนจากพรหมจรรย์นี้ได้”, ครั้นสมัยอื่น แต่นั้น อันผู้ใดผู้อื่นถือเอาตามก็ตาม ไม่ถือเอาตามก็ตาม (คือ เชื่อก็ตามไม่เชื่อก็ตาม) แต่อธิกรณ์นั้นเป็นเรื่องอื่นเอกเทศบางแห่ง เธอถือเอาพอเป็นเลศและภิกขุย่อมยืนยันอิงโทสะ ๓ ต้องอาบัติสังฆาทิเสส.

สังฆาทิเสส ๑๐. สังฆเภท

อนึ่ง ภิกขุใด ตะเกียกตะกายเพื่อทำลายสงฆ์ผู้พร้อมเพรียงหรือถือเอาอธิกรณ์ (คือ เรื่อง) อันเป็นเหตุแตกกันยืนกรานอยู่ ภิกขุนั้น อันภิกขุทั้งหลายพึงว่ากล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านอย่าได้ตะเกียกตะกาย เพื่อทำลายสงฆ์ผู้พร้อมเพรียง หรืออย่าได้ถือเอาอธิกรณ์อันเป็นเหตุแตกกัน ยืนกรานอยู่, ขอท่านจงพร้อมเพรียงด้วยสงฆ์ เพราะว่าสงฆ์ผู้พร้อมเพรียง กัน ปรองดองกันไม่วิวาทกัน มีอุทเทสเดียวกัน (คือ ฟังพระปาฏิ-โมกข์ร่วมกัน) ย่อมอยู่ผาสุก”, และภิกขุนั้น อันภิกขุทั้งหลายว่ากล่าวอยู่อย่างนี้ ยังยืนกรานอยู่อย่างนั้นเทียว ภิกขุนั้น อันภิกขุทั้งหลายพึงสวดสมนุภาส (คือ ประกาศห้าม) กว่าจะครบ ๓ จบเพื่อให้สละกัมม์นั้นเสีย, หากเธอถูกสวดสมนุภาส กว่าจะครบ ๓ จบอยู่ สละกัมม์นั้นเสียสละได้อย่างนี้ นั่นเป็นการดี, หากเธอทั้งหลายไม่สละเสีย ต้องอาบัติสังฆาทิเสส.

สังฆาทิเสส ๑๑. เภทานุวัตตก

อนึ่ง มีภิกขุผู้ประพฤติตามผู้พูดเข้ากันของภิกขุนั้นแล ๑ รูปบ้าง ๒ รูปบ้าง ๓ รูปบ้าง ๓ เธอทั้งหลายกล่าวอย่างนี้ว่า “ขอท่านทั้งหลายอย่าได้กล่าวคำอะไรๆ ต่อภิกขุนั้น, ภิกขุนั่นกล่าวถูกธรรมด้วย ภิกขุนั่นกล่าวถูกวินัยด้วย, ภิกขุนั้นถือเอาความพอใจและความชอบใจของพวกข้าพเจ้ากล่าวด้วย เธอรู้ (ใจ) ของพวกข้าพเจ้าจึงกล่าวคำที่เธอกล่าวนี้ ย่อมควร (คือ ถูกใจ) แม้แก่พวกข้าพเจ้า”, ภิกขุเหล่านั้น อันภิกขุทั้งหลายพึงว่ากล่าว อย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลาย อย่าได้กล่าวอย่างนั้้น, ภิกขุนั้นหาใช่ผู้กล่าวถูกธรรมไม่ด้วย ภิกขุนั่น หาใช่ผู้กล่าวถูกวินัยไม่ด้วย, ความทำลายสงฆ์อย่าได้ชอบแม้แก่พวกท่าน, ขอ (ใจ) ของพวกท่านจงพร้อมเพรียงด้วยสงฆ์เพราะว่าสงฆ์ผู้พร้อมเพรียงปรองดองกัน ไม่วิวาทกัน มีอุทเทสเดียวกัน ย่อมอยู่ผาสุก”, และภิกขุเหล่านั้น อันภิกขุทั้งหลายว่ากล่าวอยู่อย่างนี้ ยังยืนกรานอยู่อย่างนั้นเทียว ภิกขุเหล่านั้น อันภิกขุทั้งหลาย พึงสวดสมนุภาสกว่าจะครบ ๓ จบเพื่อให้สละกัมม์นั้นเสีย, หากเธอทั้งหลายถูกสวดสมนุภาส กว่าจะครบ ๓ จบอยู่ สละกัมม์นั้นเสียสละได้อย่างนี้ นั่นเป็นการดี, หากเธอทั้งหลายไม่สละเสีย ต้องอาบัติสังฆาทิเสส.

สังฆาทิเสส ๑๒. ทุพพจ

อนึ่ง ภิกขุเป็นผู้มีสัญชาติแห่งคนว่ายากอันภิกขุทั้งหลาย ว่ากล่าวอยู่โดยชอบธรรม ในสิก์ขาบททั้งหลายอันเนี่องในอุทเทส (คือ พระปาฏิโมกข์) ทำตนให้เป็นผู้อันใครๆว่ากล่าวไม่ได้ ด้วยกล่าวโต้ว่า “พวกท่านอย่าได้กล่าวอะไรๆ ต่อเราเป็นคำดีก็ตาม เป็นคำชั่วก็ตาม แม้เราก็จะไม่กล่าวอะไรๆ ต่อพวกท่านเหมือนกัน เป็นคำดีก็ตาม เป็นคำชั่วก็ตาม, ขอพวกท่านจงเว้นจากการว่ากล่าวเราเสีย”, ภิกขุนั้น อันภิกขุทั้งหลาย พึงว่ากล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านอย่าได้ทำตนให้เป็นผู้อันใครๆ ว่าไม่ได้ขอท่านจงทำตนให้เขาว่าได้แล, แม้ท่านก็จงว่ากล่าวภิกขุทั้งหลายโดยชอบธรรม แม้ภิกขุทั้งหลายก็จักว่ากล่าวท่านโดยชอบธรรม, เพราะว่าบริษัทของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เจริญแล้วด้วยอาการอย่างนี้ คือด้วยว่ากล่าวซึ่งกันและกัน ด้วยเตือนกันและกันให้ออกจากอาบัติ”, และภิกขุนั้น อันภิกขุทั้งหลายว่ากล่าวอยู่อย่างนี้ ยังยืนกรานอยู่อย่างนั้นเทียว ภิกขุนั้น อันภิกขุทั้งหลายพึงสวดสมนุภาสกว่าจะครบ ๓ จบ เพื่อให้สละกัมม์นั้นเสีย, หากเธอถูกสวดสมนุภาสกว่าจะครบ ๓ จบอยู่สละกัมม์นั้น เสียสละได้อย่างนี้นั่นเป็นการดี, หากเธอไม่สละเสีย ต้องอาบัติสังฆาทิเสส.

สังฆาทิเสส ๑๓. กุลทูสก

อนึ่ง ภิกขุเข้าไปอาศัยบ้านก็ดีนิคมก็ดี แห่งใดแห่งหนึ่งอยู่ เป็นผู้ประทุษร้ายสกุล มีความประพฤติเลวทรามความประพฤติเลวทรามของเธอ เขาได้เห็นอยู่ด้วย เขาได้ยินอยู่ด้วยและสกุลทั้งหลายอันเธอประทุษร้ายแล้ว เขาได้เห็นอยู่ด้วย เขาได้ยินอยู่ด้วย, ภิกขุนั้น อันภิกขุทั้งหลายพึงกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านเป็นผู้ประทุษร้ายสกุล มีความประพฤติเลวทรามความประพฤติเลวทรามของท่าน เขาได้เห็น อยู่ด้วย เขาได้ยินอยู่ด้วยและสกุลทั้งหลาย อันท่านประทุษร้ายแล้วเขาได้เห็นอยู่ด้วย เขาได้ยินอยู่ด้วย ท่านจงหลีกไปเสียจากอาวาสนี้ท่านอย่าอยู่ในที่นี้ (อีก)”, และภิกขุนั้น อันภิกขุทั้งหลายว่ากล่าวอยู่อย่างนี้ พึงกล่าวกะภิกขุเหล่านั้นอย่างนี้ว่า “พวกภิกขุถึงความพอใจด้วย ถึงความขัดเคืองด้วย ถึงความหลงด้วย ถึงความกลัวด้วย ย่อมขับภิกขุบางรูป ย่อมไม่ขับภิกขุบางรูปเพราะอาบัติเช่นเดียวกัน”, ภิกขุนั้น อันภิกขุทั้งหลายพึงว่ากล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านอย่าได้กล่าวอย่างนั้น ภิกขุทั้งหลายหาได้ถึงความพอใจไม่ หาได้ถึงความขัดเคืองไม่ หาได้ถึงความหลงไม่ หาได้ถึงความกลัวไม่, ท่านเองแลเป็นผู้ประทุษร้ายสกุล มีความประพฤติเลวทรามความประพฤติเลวทรามของท่าน เขาได้เห็นอยู่ด้วยเขาได้ยินอยู่ด้วยและสกุลทั้งหลาย อันท่านประทุษร้ายแล้วเขาได้เห็นอยู่ด้วย เขาได้ยินอยู่ด้วยท่านจงหลีกไปเสียจากอาวาสนี้ท่านอย่าอยู่ในที่นี้ (อีก)”, และภิกขุนั้น อันภิกขุทั้งหลายว่ากล่าวอยู่อย่างนี้ ยังยืนกรานอยู่อย่างนั้นเทียว ภิกขุนั้น อันภิกขุทั้งหลายพึงสวดสมนุภาสกว่าจะครบ ๓ จบ เพื่อให้สละกัมม์นั้นเสีย, หากเธอถูกสวดสมนุภาสกว่าจะครบ ๓ จบอยู่สละกัมม์นั้นเสีย สละได้อย่างนี้นั่นเป็นการดี, หากเธอไม่สละเสีย ต้องอาบัติสังฆาทิเสส.


ท่านทั้งหลาย ธรรมชื่อสังฆาทิเสส ๑๓ เป็นปฐมาปัต์ติกะ (ให้ต้องอาบัติแต่แรกทำ) เป็นยาวตติยกะ (ให้ต้องอาบัติต่อ เมื่อสงฆ์สวดประกาศห้าม ๓ ครั้ง). ภิกขุต้องอาบัติเหล่าไรเล่า อันใดอันหนึ่งแล้วรู้อยู่ ปกปิดไว้สิ้นวันเพียงเท่าใด ภิกขุนั้นถึงจะไม่ปรารถนา ก็พึงต้องอยู่ปริวาสสิ้นวันเท่าที่ปกปิดนั้น. ภิกขุอยู่ปริวาสครบตามวันที่ปิดแล้ว พึงปฏิบัติเพื่อภิกขุมานัตต์เกินขึ้นไป ๖ ราตรีหมู่, ภิกขุได้ประพฤติมานัตต์ ๖ ราตรีแล้ว หมู่ภิกษูคณะ ๒๐ จะพึงมี ณ สีมาใด ภิกขุนั้น สงฆ์พึงอัพภานเธอ ณ สีมานั้นถ้าภิกขุสงฆ์คณะ ๒๐ หย่อนด้วยภิกขุแม้ แต่องค์หนึ่งไม่ครบ ๒๐. หากอัพภานภิกขุนั้นไซร้ ภิกขุนั้นก็เป็นอันมิได้อัพภาน ภิกขุทั้งหลายที่เป็นการกสงฆ์ ก็เป็นอันพระพุทธเจ้าจะพึงติเตียนนี้ เป็นสามีจิกัมม์ (คือประพฤติชอบ) ในเรื่องนั้น. ท่านทั้งหลายเป็นผู้บริสุทธิ์แล้วหรือ, ข้าพเจ้าถามแม้ครั้งที่ ๒ ท่านทั้งหลายเป็นผู้บริสุทธ์แล้วหรือ, ข้าพเจ้าถามแม้ครั้งที่ ๓ ท่านทั้งหลายเป็นผู้บริสุทธ์แล้วหรือ, ท่านทั้งหลายเป็นผู้บริสุทธ์แล้ว ในเรื่องนั้น เพราะฉะนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าทรงความนี้ไว้ด้วยอย่างนี้.

สังฆาทิเสโส จบ

อนิยตุทเทโส

ท่านทั้งหลาย ธรรมชื่อ อนิยต ๒ เหล่านี้แล ย่อมมาสู่อุทเทส.

อนิยต ๑. ปฐมานิยต

อนึ่ง ภิกขุใดผู้เดียวสำเร็จการนั่งในที่ลับ คือในอาสนะกำบัง พอจะทำการได้กับมาตุคามผู้เดียว อุบาสิกามีวาจาที่เชื่อได้ เห็นภิกขุกับมาตุคามนั้นนั่นเทียว พูดขึ้นด้วยธรรม ๓ ประการอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ ด้วยปาราชิกก็ดี ด้วยสังฆาทิเสสก็ดี ด้วยปาจิตตีย์ก็ดี, ภิกขุปฏิญญาซึ่งการนั่ง พึงถูกปรับด้วยธรรม ๓ ประการ คือ ด้วยปาราชิกบ้าง ด้วยสังฆาทิเสสบ้าง ด้วยปาจิตตีย์บ้าง, อีกอย่างหนึ่ง อุบาสิกามีวาจาที่เชื่อได้นั้นกล่าวด้วยธรรมใด ภิกขุนั้นพึงถูกปรับด้วยธรรมนั้น, ธรรมนี้ชื่อ อนิยต.

อนิยต ๒. ทุติยอนิยต

อนึ่ง สถานที่ไม่เป็นที่กำบังอะไรเลย ไม่พอที่จะทำกรรมได้ (คือ การเสพเมถุน) แต่พอเป็นที่จะพูดคุยมาตุคาม ด้วยวาจาชั่วหยาบได้อยู่, และภิกขุใดผู้เดียว สำเร็จการนั่งในที่ลับกับด้วยมาตุคามผู้เดียว ในอาสนะมีรูปอย่างนั้น อุบาสิกามีวาจาที่เชื่อได้เห็นภิกขุกับมาตุคามนั้น นั่นแล้ว พูดขึ้นด้วยธรรม ๒ ประการ อย่างใดอย่างหนึ่ง คือ ด้วยสังฆาทิเสสก็ดี ด้วยปาจิตตีย์ก็ดี, ภิกขุปฏิญญาซึ่งการนั่ง พึงถูกปรับด้วยอาบัติ ๒ ประการ คือ ด้วยสังฆาทิเสสบ้าง ด้วยปาจิตตีย์บ้าง, อีกอย่างหนึ่ง อุบาสิกามีวาจาที่ เชื่อได้นั้นกล่าวด้วยธรรมใด ภิกขุนั้นพึงถูกปรับด้วยธรรมนั้น, ธรรมนี้ชื่ออนิยต.


ธรรมชื่ออนิยตทั้ง ๒ ข้าพเจ้าได้ยกขึ้นแสดงแล้วแล. ข้าพเจ้าถามท่านทั้งหลายในเรื่องนั้น ท่านทั้งหลาย เป็นผู้บริสุทธ์แล้วหรือ, ข้าพเจ้าถามแม้ครั้งที่ ๒ ท่านทั้งหลายเป็นผู้บริสุทธ์แล้วหรือ, ข้าพเจ้าถามแม้ครั้งที่ ๓ ท่านทั้งหลายเป็นผู้บริสุทธ์แล้วหรือ, ท่านทั้งหลายเป็นผู้บริสุทธ์แล้วในเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าทรงความนี้ไว้ด้วยอย่างนี้.

อนิยต จบ

นิสสัคคิยปาจิตตียา

ท่านทั้งหลาย ธรรม์ชื่อนิสสัคคิยปาจิตตีย์ สิก์ขาบทเหล่านี้แลย่อมมาสู่อุทเทส.

บทที่ ๑. กฐิน

นิสสัคคิย ปาจิตติย ๑. กฐิน

จีวรสำเร็จแล้ว กฐินอันภิกขุเดาะเสียแล้ว พึงทรงอติเรกจีวรได้ ๑๐ วันเป็นอย่างยิ่ง ภิกขุให้ล่วงกำหนดนั้นไป ต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์.

นิสสัคคิย ปาจิตติย ๒. อุโทสิต

จีวรสำเร็จแล้ว กฐินอันภิกขุเดาะเสียแล้ว ถ้าภิกขุอยู่ปราศจากไตรจีวรแม้สิ้นราตรีหนึ่ง เว้นเสียแต่ภิกขุได้รับสมมติต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์.

นิสสัคคิย ปาจิตติย ๓. อกาลจีวร

จีวรสำเร็จแล้ว กฐินอันภิกขุเดาะเสียแล้ว อกาลจีวรเกิดขึ้นแก่ภิกขุ ภิกขุหวังอยู่ก็พึงรับ, ครั้นรับแล้วพึงรีบให้ทำ, ถ้าผ้านั้นมีไม่พอเมื่อความหวังว่าจะได้มีอยู่ ภิกขุนั้นพึงเก็บจีวรนั้นไว้ได้เดือนหนึ่งเป็นอย่างยิ่ง เพื่อจีวรที่ยังบกพร่องจะได้พอกัน. ถ้าเธอเก็บไว้ยิ่งกว่ากำหนดนั้นแม้ความหวังว่าจะได้มีอยู่ ต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์.

นิสสัคคิย ปาจิตติย ๔. ปุราณจีวร

อนึ่ง ภิกขุใดยังภิกขุนีผู้มิใช่ญาติให้ซักก็ดี ให้ย้อมก็ดี ให้ทุบก็ดีซึ่งจีวรเก่า ต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์.

นิสสัคคิย ปาจิตติย ๕. จีวรปฏิคคหณ

อนึ่ง ภืกขุใดรับจีวรจากมือภิกขุนีผู้มิใช่ญาติเว้นไว้แต่ของแลกเปลี่ยน ต้องอาบัตินิสสัคคีย์ปาจิตตีย์.

นิสสัคคิย ปาจิตติย ๖. อัญญาตกวิญญัตติ

อนึ่ง ภิกขุใดขอจีวรต่อพ่อเจ้าเรือนก็ดี ต่อแม่เจ้าเรือนก็ดี ผู้มิใช่ญาตินอกจากสมัย ต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์. สมัยในคำนั้นดังนี้, คือ ภิกขุเป็นผู้มีจีวรถูกชิงเอาไปก็ดี มีจีวรฉิบหายก็ดี นี้สมัยในคำนั้นละ.

นิสสัคคิย ปาจิตติย ๗. ตตุตตริ

พ่อเจ้าเรือนก็ดี แม่เจ้าเรือนก็ดี ผู้มิใช่ญาติ ปวารณาต่อภิกขุด้วยจีวรเป็นอันมาก เพื่อนำไปตามใจ ภิกขุนั้นพึงยินดีจีวรมีอุตตราสงค์ กับอันตรวาสก เป็นอย่างมาก จากจีวรเหล่านั้น ถ้ายินดียิ่งกว่านั้น ต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์.

นิสสัคคิย ปาจิตติย ๘. ปฐมอุปักขฏ

อนึ่ง มีพ่อเจ้าเรือนก็ดี แม่เจ้าเรือนก็ดี ผู้มิใช่ญาติ ตระเตรียมทรัพย์ สำหรับจ่ายจีวรเฉพาะภิกขุไว้ว่า “เราจักจ่ายจีวรด้วยทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรนี้แล้ว ยังภิกขุชื่อนี้ให้ครองจีวร”, ถ้าภิกขุนั้น เขาไม่ได้ปวารณาไว้ก่อน เข้าไปหาแล้ว ถึงการกำหนดในจีวรในสำนักของ เขาว่า “ดีละ ท่านจงจ่ายจีวรเช่นนั้นเช่นนี้ด้วยทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรแล้วยังรูปให้ครองเถิด” ถือเอาความเป็นผู้ใคร่จีวรที่ดี, ต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์.

นิสสัคคิย ปาจิตติย ๙. ทุติยะอุปักขฏ

อนึ่ง มีพ่อเจ้าเรือนก็ดี แม่เจ้าเรือนก็ดีผู้มิใช่ญาติ ๒ คน ตระเตรียมทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรเฉพาะผืนๆไว้เฉพาะภิกขุว่า “เราทั้งหลายจักจ่ายจีวรเฉพาะผืนๆ ด้วยทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรเฉพาะผืนๆ นี้แล้ว ยังภิกขุชื่อนี้ให้ครองจีวรหลายผืนด้วยกัน”, ถ้าภิกขุนั้น เขาไม่ได้ปวารณาไว้ก่อน เข้าไปหาแล้ว ถึงการกำหนดในจีวรในสำนักของ เขาว่า “ดีละ ขอท่านทั้งหลายจ่ายจีวรเช่นนั้นเช่นนี้ด้วยทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรเฉพาะผืนๆ แล้วทั้ง ๒ คนรวมกัน ยังรูปให้ครองจีวรผืนเดียวเถิด” ถือเอาความเป็นผู้ใคร่จีวรที่ดี, ต้องอาบัตินิสสัคคิย ปาจิตตีย์.

นิสสัคคิย ปาจิตติย ๑๐. ราชา

อนึ่ง พระราชาก็ดี ราชอำมาตย์ก็ดี พราหมณ์ก็ดี คหบดีก็ดี ส่งทรัพย์สำหรับ จับจ่ายจีวรไปด้วยทูต เฉพาะภิกขุว่า “เจ้าจงจ่ายจีวร ด้วยทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรนี้แล้ว ยังภิกขุชื่อนี้ให้ครองจีวร”. ถ้าทูตนั้นเข้าไปหาภิกขุนั้น กล่าวอย่างนี้ว่า “ทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรนี้ นำมาเฉพาะท่านขอท่านจงรับทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรนั้น”. ภิกขุนั้นพึงกล่าวต่อทูตนั้นอย่างนี้ว่า “พวกเราหาได้รับทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรไม่ พวกเรารับแต่จีวรอันเป็นของควรโดยกาล” ถ้าทูตนั้นกล่าวต่อภิกขุนั้นอย่างนี้ว่า “ก็ใครๆ ผู้เป็นไวยาวัจกรของท่านมีหรือ?” ภิกขุต้องการจีวร พึงแสดงชนผู้ทำการในอาราม หรืออุบาสกให้เป็นไวยาวัจกรด้วยคำว่า “คนนั้นแล เป็นไวยาวัจกรของภิกขุทั้งหลาย” ถ้าทูตนั้นสั่งไวยาวัจกรนั้นให้เข้าใจแล้ว เข้าไปหาภิกขุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “คนที่ท่านแสดงเป็นไวยาวัจกรนั้น ข้าพเจ้าสั่งให้เข้าใจแล้ว ท่านจงเข้าไปหาเขาจักให้ท่านครองจีวรตามกาล”. ภิกขุผู้ต้องการจีวร เข้าไปหาไวยาวัจกรแล้ว พึงทวง พึงเตือน ๒ - ๓ ครั้งว่า “รูปต้องการจีวร” ภิกขุทวงอยู่ เตือนอยู่ ๒ - ๓ ครั้ง ยังไวยาวัจกรนั้นให้จัดจีวรสำเร็จได้การให้สำเร็จได้ด้วยอย่างนี้นั่นเป็นการดี, ถ้าสำเร็จไม่ได้, พึงเข้าไปยืนนิ่งต่อหน้า ๔ ครั้ง ๕ ครั้ง ๖ ครั้งเป็นอย่างมากเธอยืนนิ่งต่อหน้า, ๔ ครั้ง ๕ ครั้ง ๖ ครั้งเป็น อย่างมาก ยังไวยาวัจกรนั้นให้จัดจีวรสำเร็จได้ การให้สำเร็จได้ด้วยอย่างนี้ นั่นเป็นการดี, ถ้าให้สำเร็จไม่ได้ ถ้าเธอพยายามให้ยิ่งกว่านั้น ยังจีวรนั้นให้สำเร็จ ต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์. ถ้าให้สำเร็จไม่ได้พึงไปเองก็ได้ ส่งทูตไปก็ได้ ในสำนักที่ส่งทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรมาเพื่อเธอ บอกว่า “ท่านส่งทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรไปเฉพาะภิกขุใด ทรัพย์นั้นหาสำเร็จประโยชน์น้อยหนึ่งแก่ภิกขุนั้นไม่, ท่านจงทวงเอาคืนทรัพย์ของท่าน ทรัพย์ของท่านอย่าได้ฉิบหายเสียเลย, นี้เป็นสามีจิกัมม์ (คือ ประพฤติชอบ) ในเรื่องนั้น.

กถิน (กฐิน) วรรคที่ ๑ จบ.

บทที่ ๒. โกสิย

นิสสัคคิย ปาจิตติย ๑๑. โกสิย

อนึ่ง ภิกขุใดให้ทำสันถัตเจือด้วยไหม, ต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์.

นิสสัคคิย ปาจิตติย ๑๒. สุทธกาฬก

อนึ่ง ภิกขุใด ให้ทำสันถัตแห่งขนเจียมดำล้วน ต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์.

นิสสัคคิย ปาจิตติย ๑๓. ทเวภาค

อนึ่ง ภิกขุผู้ให้ทำผ้าที่รองนั่ง (สันถัต) ใหม่ พึงถือเอาขนเจียมดำล้วน ๒ ส่วนขนเจียมขาวเป็นส่วนที่ ๓ ขนเจียมแดงเป็นส่วนที่ ๔. ถ้าภิกขุไม่ถือเอาขนเจียมดำล้วน๒ ส่วนขนเจียมขาวเป็นส่วนที่ ๓ ขนเจียมแดงเป็นส่วนที่ ๔ ให้ทำสันถัตใหม่ ต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์.

นิสสัคคิย ปาจิตติย ๑๔. ฉัพพัสส

อนึ่ง ภิกขุให้ทำสันถัตใหม่แล้ว พึงทรงไว้ให้ได้ ๖ ปี ถ้าหย่อนกว่า ๖ ปี, เธอสละเสียแล้วก็ดียังไม่สละแล้วก็ดี ซึ่งสันถัตนั้น ให้ทำสันถัตอื่นใหม่เว้นไว้แต่ภิกขุได้สมมติ ต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์.

นิสสัคคิย ปาจิตติย ๑๕. นิสีทนสันถต

อนึ่ง ภิกขุผู้ให้ทำสันถัตสำหรับนั่งพึงถือเอาคืบสุคตโดยรอบแห่งสันถัตเก่า เพื่อทำให้เสียสี. ถ้าภิกขุไม่ถือเอาคืบสุคตโดยรอบแห่ง สันถัตเก่า ให้ทำสันถัตสำหรับนั่งใหม่ ต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์.

นิสสัคคิย ปาจิตติย ๑๖. เอฬกโลม

อนึ่ง ขนเจียมเกิดขึ้นแก่ภิกขุผู้เดินทาง ภิกขุต้องการพึงรับได้, ครั้นรับแล้ว เมื่อคนถือไม่มีพึงถือไปด้วยมือของตนเอง ตลอดระยะดาง ๓ โยชน์ เป็นอย่างมาก, ถ้าเธอถือเอาไปยิ่งกว่านั้น แม้คนถือไม่มี ต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์.

นิสสัคคิย ปาจิตติย ๑๗. เอฬกโลมโธวาปน

อนึ่ง ภิกขุใดยังภิกขุนีผู้มิใช่ญาติให้ซักก็ดี ให้ย้อมก็ดี ให้สางก็ดี ซึ่งขนเจียม ต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์.

นิสสัคคิย ปาจิตติย ๑๘. รูปิย

อนึ่ง ภิกขุใด รับก็ดี ให้รับก็ไม่ดี ทองเงิน หรือยินดีทองเงินอันเขาเก็บไว้ให้ก็ดี ต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์.

นิสสัคคิย ปาจิตติย ๑๙. รูปิยสังโวหาร

อนึ่ง ภิกขุใดถึงความแลกเปลี่ยนด้วยรูปิยะ มีประการต่างๆ ต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์.

นิสสัคคิย ปาจิตติย ๒๐. กยวิกกย

อนึ่ง ภิกขุใดถึงการซื้อและการขายมีประการต่างๆ ต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์.

โกสิยวรรคที่ ๒ จบ.

บทที่ ๓. ปัตต

นิสสัคคิย ปาจิตติย ๒๑. ปัตต

พึงทรงอติเรกบาตรไว้ได้ ๑๐ วันเป็นอย่างยิ่งภิกขุให้ล่วงกำหนดนั้นไป ต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์.

นิสสัคคิย ปาจิตติย ๒๒. อูนปัญจพันธน

อนึ่ง ภิกขุใดมีบาตรมีรอยร้าวน้อยกว่า ๕ นิ้ว ให้จ่ายบาตรอื่นใหม่ ต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์. ภิกขุนั้นพึงสละบาตรนั้น ในภิกขุบริษัทบาตรใบสุดท้ายแห่งภิกขุในบริษัทนั้น, พึงมอบให้แกภิกขุนั้น สั่งว่า “นี้บาตรของท่าน พึงทรงไว้ (คือ ใช้) กว่าจะแตก”, นี้เป็นสามีจิกัมม์ (คือ การชอบ) ในเรื่องนั้น.

นิสสัคคิย ปาจิตติย ๒๓. เภสัชช

อนึ่ง มีเภสัชอันควรลิ้มของภิกขุผู้อาพาธคือ เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อยภิกขุรับ (ประเคน) ของนั้นแล้ว พึงเก็บไว้ฉันได้ ๗ วันเป็นอย่างยิ่ง, ภิกขุให้ล่วงกำหนดนั้นไป ต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์,

นิสสัคคิย ปาจิตติย ๒๔. วัสสิกสาฏิก

ภิกขุ (รู้) ว่าฤดูร้อนยังเหลืออีก ๑ เดือน พึงแสวงหาจีวร คือ ผ้าอาบน้ำฝนได้ (รู้) ว่าฤดูร้อนยังเหลืออีกกึ่งเดือน พึงทำนุ่งได้. ถ้าเธอ (รู้) ว่าฤดูร้อนเหลือล้ำกว่า ๑ เดือนแสวงหาจีวร คือ ผ้าอาบน้ำฝน (รู้) ว่าฤดูร้อนเหลือล้ำกว่ากึ่งเดือนทำนุ่ง ต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์.

นิสสัคคิย ปาจิตติย ๒๕. จีวราจฉินทน

อนึ่ง ภิกขุใด ให้จีวรแก่ภิกขุเองแล้ว โกรธน้อยใจชิงเอามาก็ดี ให้ชิงเอามาก็ดี ต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์.

นิสสัคคิย ปาจิตติย ๒๖. สุตตวิญญัตติ

อนึ่ง ภิกขุใดขอด้ายมาเองแล้ว ยังช่างหูกให้ทอจีวร ต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์.

นิสสัคคิย ปาจิตติย ๒๗. มหาเปสการ

อนึ่ง พ่อเจ้าเรือนก็ดี แม่เจ้าเรือนก็ดี ผู้มิใช่ญาติ สั่งช่างหูกให้ทอจีวร เฉพาะภิกขุ ถ้าภิกขุนั้นเขาไม่ได้ปวารณไว้ก่อน เข้าไปหาช่างหูกแล้ว ถึงความกำหนดในจีวรในสำนักของเขานั้นว่า “จีวรผืนนี้ทอเฉพาะรูป ขอท่านจงทำให้ยาว ให้เป็นของขึงดี ให้เป็นของที่ทอดี ให้เป็นของที่สางดี ให้เป็นของที่กรีดดี, แม้ไฉน รูปจะให้ของเล็กน้อยเป็นรางวัลแก่ท่าน ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว”. ภิกขุนั้นให้ของเล็กน้อยเป็นรางวัล โดยที่สุดแม้สักว่าบิณฑบาต ต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์.

นิสสัคคิย ปาจิตติย ๒๘.

วันปุรณมีที่ครบ ๓ เดือนแห่งเดือนกัตติกา (คือ เดือน๑๑) ยังไม่มาอีก ๑๐ วัน ผ้าจำนำพรรษา (อัจเจกจีวร) ที่เกิดขึ้นแก่ภิกขุ ภิกขุรู้ว่า เป็นอัจเจกจีวร พึงรับไว้ได้ ครั้นรับไว้แล้ว พึงเก็บไว้ได้จนตลอดสมัยที่เป็นจีวรกาล. ถ้าเธอเก็บไว้ยิ่งกว่านั้น ต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์.

นิสสัคคิย ปาจิตติย ๒๙. สาสังก

อนึ่ง (ถึง) วันปุรณมีแห่งเดือนกัตติกาที่สุดแห่งฤดูฝน ภิกขุอยู่ในเสนาสนะป่าที่รู้กันว่าเป็นที่รังเกียจ มีภัยเฉพาะหน้าปรารถนาอยู่ พึงเก็บจีวร ๓ ผืนๆ ใดผืนหนึ่งไว้ในละแวกบ้านได้และปัจจัยอะไรๆเพื่อจะอยู่ปราศจากจีวรนั้นจะพึงมีแก่ภิกขุ, ภิกขุนั้น พึงอยู่ปราศจากจีวรนั้นได้ ๖ คืนเป็นอย่างยิ่ง ถ้าเธออยู่ปราศยิ่งกว่านั้น เว้นไว้แต่ภิกขุได้สมมติ ต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์

นิสสัคคิย ปาจิตติย ๓๐. ปริณต

อนึ่ง ภิกขุใดรู้อยู่น้อมลาภที่เขาน้อมไว้เป็นของจะถวายสงฆ์มาเพื่อตน ต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์.

ปัตตวรรคที่ ๓ จบ.


ท่านทั้งหลาย ธรรมม์ชื่อ นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๓๐ (สิกขาบท) ข้าพเจ้ายกขึ้นแสดงแล้วแล. ข้าพเจ้าถามท่านทั้งหลายในข้อเหล่านั้นท่านเป็นผู้บริสุทธ์แล้วหรือ?, ข้าพเจ้าถามแม้ครั้งที่ ๒ ท่านเป็นผู้บริสุทธ์แล้วหรือ?, ข้าพเจ้าถามแม้ครั้งที่ ๓ ท่านเป็นผู้บริสุทธ์แล้วหรือ?, เพราะฉะนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าทรงความนี้ไว้อย่างนี้.

นิสสัคคิยปาจิตติยา จบ

สุทธปาจิตติยา

ท่านทั้งหลาย ธรรมม์ชื่อว่าปาจิตตีย์ ๙๒ เหล่านี้แล ย่อมมาสู่อุทเทส.

บทที่ ๑. มุสาวาท

ปาจิตติย ๑. มุสาวาท

ต้องอาบัติปาจิตตีย์ เพราะกล่าวเท็จทั้งรู้ตัว.

ปาจิตติย ๒. โอมสวาท

ต้องอาบัติปาจิตตีย์ เพราะพูดดูถูก.

ปาจิตติย ๓. เปสุญญ

ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ในเพราะส่อเสียดภิกขุ.

ปาจิตติย ๔. ปทโสธรรม

อนึ่ง ภิกขุใดให้ผู้ที่ไม่ได้เป็นภิกขุ (อนุปสัมบัน) ให้กล่าวธรรมโดยบท ๑ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ปาจิตติย ๕. ปฐมสหเสยย

อนึ่ง ภิกขุใดสำเร็จการนอนร่วมกับผู้ที่ไม่ได้เป็นภิกขุ (อนุปสัมบัน) ยิ่งกว่า ๒-๓ คืน ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ปาจิตติย ๖. ทุติยสหเสยย

อนึ่ง ภิกขุใดสำเร็จการนอนร่วมกับเพศหญิง ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ปาจิตติย ๗. ธรรมเทสนา

อนึ่ง ภิกขุใด แสดงธรรมแก่เพศหญิงยิ่งกว่า ๕-๖ คำ เว้นไว้แต่บุรุษผู้รู้เดียงสา (มีอยู่) ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ปาจิตติย ๘. ภูตาโรจน

อนึ่ง ภิกขุใดบอกธรรมวิเศษยิ่ง (อุตตริมนุสสธรรม) (ของตน) แก่ผู้มิใช่นักบวช (อนุปสัมบัน) ต้องอาบัติปาจิตตีย์ เพราะมีจริง.

ปาจิตติย ๙. ทุฏฐุลลาโรจน

อนึ่ง ภิกขุใดบอกอาบัติชั่วหยาบของภิกขุ แก่ผู้มิใช่นักบวช (อนุปสัมบัน) เว้นไว้แต่ภิกขุได้รับสมมติ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ปาจิตติย ๑๐. ปถวีขณน

อนึ่ง ภิกขุใดขุดก็ดี ให้ขุดก็ดี ซึ่งแผ่นดินต้องอาบัติปาจิตตีย์.

มุสาวาทวรรคที่ ๑ จบ

บทที่ ๒. ภูตคาม

ปาจิตติย ๑๑. ภูตคาม

ต้องอาบัติปาจิตตีย์ เพราะความถูกพรากแห่งของเขียวหรือพืชพรรณ (ภูตคาม).

ปาจิตติย ๑๒. อัญญวาทก

ต้องอาบัติปาจิตตีย์ เพราะความเป็นผู้กล่าวคำอื่น เพราะความเป็นผู้ให้ลำบาก.

ปาจิตติย ๑๓. อุชฌาปนก

ต้องอาบัติปาจิตตีย์ เพราะความเป็นผู้โพนทะนา เพราะความเป็นผู้บ่นว่า.

ปาจิตติย ๑๔. ปฐมเสนาสน

อนึ่ง ภิกขุใดวางไว้แล้วก็ดี ให้วางไว้แล้วก็ดี ซึ่งเตียงก็ดี ตั่งก็ดี ฟูกก็ดีเก้าอี้ก็ดี อันเป็นของสงฆ์ในที่แจ้งเมื่อหลีกไป ไม่เก็บก็ดี ไม่ให้เก็บก็ดี ซึ่งเสนาสนะที่วางไว้นั้น หรือไม่บอกสั่ง ไปเสีย ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ปาจิตติย ๑๕. ทุติยเสนาสน

อนึ่ง ภิกขุใดปูแล้วก็ดี ให้ปูแล้วก็ดี ซึ่งที่นอน ในวิหาร เป็นของสงฆ์ เมื่อหลีกไป ไม่เก็บก็ดี ไม่ให้เก็บก็ดี ซึ่งที่นอนอันปูไว้นั้น หรือไม่บอกสั่ง ไปเสีย ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ปาจิตติย ๑๖. อนุปขัชช

อนึ่ง ภิกขุใดรู้อยู่สำเร็จการนอน เบียดภิกขุผู้เข้าไปก่อน ในวิหารของสงฆ์ ด้วยหมายว่า ความคับแคบจักมีแก่ผู้ใดผู้นั้นจะหลีก ไปเอง ทำความหมายอย่างนี้เท่านั้นให้เป็นปัจจัย หาใช่อย่างอื่นไม่ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ปาจิตติย ๑๗. นิกกัฑฒน

อนึ่ง ภิกขุใด โกรธขัดใจฉุดคร่าเองก็ดี ให้ผู้อื่นฉุดคร่าก็ดี ซึ่งภิกขุ จากวิหารของสงฆ์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ปาจิตติย ๑๘. เวหาสกุฏิ

อนึ่ง ภิกขุใด นั่งทับก็ดี นอนทับก็ดี ซึ่งเตียงก็ดี ซึ่งตั่งก็ดี อันมีเท้าเสียบ (ในตัวเตียง) บนร้าน ในวิหารเป็นของสงฆ์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ปาจิตติย ๑๙. มหัลลกวิหาร

อนึ่ง ภิกขุผู้ให้ทำซึ่งวิหารใหญ่ จะวางเช็ดหน้าเพียงไร แต่กรอบแห่งประตู จะสำรวมใจสวดมนต์ (บริกรรม) ช่องหน้าต่าง พึงยืนในที่ปราศจากของสดเขียว อำนวย (ให้พอก) ได้ ๒ - ๓ ชั้นถ้าเธออำนวย (ให้พอก) ยิ่งกว่านั้น แม้ยืนในที่ปราศจากของสดเขียว ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ปาจิตติย ๒๐. สัปปาณก

อนึ่ง ภิกขุใดรู้อยู่ว่า น้ำมีตัวสัตว์รดก็ดี ให้รดก็ดี ซึ่งหญ้าก็ดี ซึ่งดินก็ดี ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ภูตคามวรรคที่ ๒ จบ

บทที่ ๓. โอวาท

ปาจิตติย ๒๑. โอวาท

อนึ่ง ภิกขุใดไม่ได้รับสมมติสั่งสอนพวกภิกขุนี ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ปาจิตติย ๒๒. อัตถังคต

ถ้าภิกขุได้รับสมมติแล้ว เมื่อพระอาทิตย์อัสดงคตแล้ว สั่งสอนพวกภิกขุนี ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ปาจิตติย ๒๓. ภิกขุนุปัสสย

อนึ่ง ภิกขุใดเข้าไปสู่ที่อาศัยแห่งภิกขุนีแล้วสั่งสอนพวกภิกขุนีเว้นไว้แต่สมัย ต้องอาบัติปาจิตตีย์. สมัยในเรื่องนั้นดังนี้คือ ภิกขุนีอาพาธ สมัยในเรื่องนั้น ดังนี้.

ปาจิตติย ๒๔. อามิส

อนึ่ง ภิกขุใดกล่าวอย่างนี้ว่า “พวกภิกขุสั่งสอนพวกภิกขุนี เพราะเหตุสิ่งของวัตถุเครื่องล่อใจเช่นเงินทอง (อามิส)” ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ปาจิตติย ๒๕. จีวรทาน

อนึ่ง ภิกขุใดให้จีวรแก่ภิกขุนีผู้มิใช่ญาติ เว้นไว้แต่แลกเปลี่ยน ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ปาจิตติย ๒๖. จีวรสิพพน

อนึ่ง ภิกขุใดเย็บก็ดี ให้เย็บก็ดีซึ่งจีวร เพื่อภิกขุนีผู้มิใช่ญาติ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ปาจิตติย ๒๗. สังวิธาน

อนึ่ง ภิกขุใดชักชวนกันแล้ว เดินทางไกลด้วยกันกับภิกขุนี โดยที่สุดแม้สิ้นระยะบ้านหนึ่งเว้นไว้แต่สมัย ต้องอาบัติปาจิตตีย์. สมัยในเรื่องนั้น ดังนี้ คือ ทางเป็นที่จะต้องไปด้วยพวกเกวียน รู้กันว่าเป็นที่น่ารังเกียจมีภัยเฉพาะหน้า นี้สมัยในเรื่องนั้น.

ปาจิตติย ๒๘. นาวาภิรุหน

อนึ่ง ภิกขุใดชักชวนแล้ว ขึ้นเรือลำเดียวกับภิกขุนีข้ามฟาก ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ปาจิตติย ๒๙. ปริปาจิต

อนึ่ง ภิกขุใดรู้อยู่ฉันบิณฑบาตอันภิกขุนีแนะนำให้ถวายเว้นไว้แต่คฤหัสถ์ปรารภไว้ก่อน ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ปาจิตติย ๓๐. รโหนิสัชช

อนึ่ง ภิกขุใดผู้เดียว สำเร็จการนั่ง ในที่ลับตากับภิกขุนีผู้เดียว ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

โอวาทวรรคที่ ๓ จบ

บทที่ ๔. โภชนวรรค

ปาจิตติย ๓๑. อาวสถปิณฑ

ภิกขุใดไม่ใช่ผู้อาพาธ พึงยินดีในการยอมให้ขอหรือเรียกร้องเอาได้ (ปวารณา) ด้วยปัจจัย เพียง ๔ เดือนเว้นไว้แต่ปวารณาอีกเว้นไว้แต่ปวารณาเป็นนิตย์. ถ้าเธอยินดียิ่งกว่านั้น ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ปาจิตติย ๓๒. คณโภชน

เว้นไว้แต่สมัย ต้องอาบัติปาจิตตีย์ เพราะฉันเป็นหมู่. สมัยในเรื่องนี้นั้น คือคราวอาพาธ คราวที่เป็นฤดูถวายจีวร คราวที่ทำจีวร คราวที่เดินทาง ไกล คราวที่ขึ้นเรือไป คราวประชุมใหญ่ คราวภัตต์ ของสมณะ นี้สมัยในเรื่องนั้น.

ปาจิตติย ๓๓. ปรัมปรโภชน

เว้นไว้แต่สมัย เป็นปาจิตตีย์ เพราโภชนะทีหลัง. สมัยในเรื่องนั้นดัง นี้ คือคราวเป็นไข้ คราวถวายจีวร คราวทำจีวร นี้สมัยในเรื่องนั้น.

ปาจิตติย ๓๔. กาณมาตุ

อนึ่ง เขาปวารณาภิกขุผู้เข้าไปสู่สกุล ด้วยขนมก็ดี ด้วยสัตตุผงก็ดี เพื่อนำไปได้ตามปรารถนาภิกขุผู้ต้องการ พึงรับได้เต็ม ๒ - ๓ บาตรถ้ารับยิ่งกว่านี้น ต้องอาบัติปาจิตตีย์. ครั้นรับเต็ม ๒ - ๓ บาตรแล้ว นำออกจากที่นั้นแล้วพึงแบ่งปันกับภิกขุทั้งหลาย นี้เป็นสามีจิกัมม์ในเรื่องนั้น.

ปาจิตติย ๓๕. ปฐมปวารณา

อนึ่ง ภิกขุใดฉันเสร็จห้ามเสียแล้วเคี้ยวก็ดี ฉันก็ดี ซึ่งของเคี้ยวก็ดี ซึ่งของฉันก็ดี อันมิใช่เดน ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ปาจิตติย ๓๖. ทุติยปวารณา

อนึ่ง ภิกขุใดนำไปปวารณาภิกขุผู้ฉันเสร็จ ห้ามเสียแล้ว ด้วยของเคี้ยวก็ดีด้วยของฉันก็ดี อันมิใช่เดนบอกว่า “เอาเถิด ภิกขุขอจงเคี้ยวหรือฉัน” รู้อยู่ เพ่งจะหาโทษให้พอเธอฉันแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ปาจิตติย ๓๗. วิกาลโภชน

อนึ่ง ภิกขุใดเคี้ยวก็ดี ฉันก็ดี ซึ่งของเคี้ยวก็ดี ซึ่งของฉันก็ดี ในเวลาวิกาล ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ปาจิตติย ๓๘. สันนิธิการก

อนึ่ง ภิกขุใดเคี้ยวก็ดี ฉันก็ดี ซึ่งของเคี้ยวก็ดี ซึ่งของฉันก็ดี ที่ทำการสั่งสมไว้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ปาจิตติย ๓๙. ปณีตโภชน

อนึ่ง ภิกขุใดมิใช่ผู้อาพาธ ขอโภชนะอันประณีตเห็นปานนี้ เช่น เนยใน เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย ปลา เนื้อ นมสด นมข้น เพื่อประโยชน์แก่ตน แล้วฉัน ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ปาจิตติย ๔๐. ทันตโปน

อนึ่ง ภิกขุใดกลืนอาหารที่เขายังไม่ให้ ล่วงช่องปากเว้นไว้แต่น้ำและไม้ชำระฟัน ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

โภชนวรรคที่ ๔ จบ

บทที่ ๕. อเจลก

ปาจิตติย ๔๑. อเจลก

อนึ่ง ภิกขุใดให้ของเคี้ยวก็ดี ของกินก็ดี แก่คนไม่นุ่งผ้า (อเจลก) ก็ดี แก่นักบวชผู้ชายนอกพระพุทธศาสนา (ปริพาชก) ก็ดี แก่ปริพาชิกาก็ดี ด้วยมือของตน ต้องอาบัติปาจิตติย์.

ปาจิตติย ๔๒. อุยโยชน

อนึ่ง ภิกขุใดกล่าวต่อภิกขุอย่างนี้ว่าท่านจงมา เข้าไปสู่บ้านหรือสู่หมู่บ้านขนาดใหญ่ (นิคม) เพื่อบิณฑบาตด้วยกัน “เธอยังเขาให้ถวายแล้วก็ดี ไม่ให้ถวายแล้วก็ดี แก่เธอแล้วส่งไป (ด้วยคำ) ว่าท่านจงไปเสีย การพูดก็ดี การนั่งก็ดี ของเรากับท่าน ไม่เป็นผาสุกเลย การพูดก็ดี การนั่งก็ดี ของเราคนเดียวย่อมเป็นผาสุก” ทำความหมายอย่างนี้เท่านั้นแล ให้เป็นปัจจัยหาใช่อย่างอื่นไม่ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ปาจิตติย ๔๓. สโภชน

อนึ่ง ภิกขุใดสำเร็จการนั่งแทรกแซงในครอบครัวที่กำลังบริโภคอาหารอยู่ (สโภชนสกุล) ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ปาจิตติย ๔๔. รโหปฏิจฉันน

อนึ่ง ภิกขุใดสำเร็จการนั่งในที่ลับ คือ ในอาสนะกำบังกับเพศหญิง (มาตุคาม) ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ปาจิตติย ๔๕. รโหนิสัชช

อนึ่ง ภิกขุใดผู้เดียวสำเร็จการนั่งในที่ลับตากับเพศหญิง (มาตุคาม) ผู้เดียว ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ปาจิตติย ๔๖. จาริตต

อนึ่ง ภิกขุใดรับนิมนต์แล้ว มีอาหารที่รับประทาน (ภัตต์) อยู่แล้ว ไม่บอกลาภิกขุซึ่ง มีอยู่ถึงความเป็นผู้เที่ยวไปในครอบครัวทั้งหลาย ก่อนฉันก็ดี ทีหลังฉันก็ดีเว้นไว้แต่สมัย ต้องอาบัติปาจิตตีย์. สมัยในเรื่องนั้นดังนี้ คือคราวที่ถวายจีวร คราวที่ทำจีวร นี้สมัยในเรื่องนั้น.

ปาจิตติย ๔๗. มหานาม

ภิกขุใดไม่ใช่ผู้อาพาธ พึงยินดีในการยอมให้ขอหรือเรียกร้องเอาได้ (ปวารณา) ด้วยปัจจัย เพียง ๔ เดือนเว้นไว้แต่ปวารณาอีกเว้นไว้แต่ปวารณาเป็นนิตย์ ถ้าเธอยินดียิ่งกว่านั้น ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ปาจิตติย ๔๘. อุยยุตตเสนา

ภิกขุใดไปเพื่อจะดูกองทัพอันยกออกแล้วเว้นไว้แต่ปัจจัยมีอย่างนี้เป็นรูป ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ปาจิตติย ๔๙. เสนาวาส

ก็ถ้าปัจจัยบางอย่าง เพื่อจะไปสู่กองทัพมีแก่ภิกขุนั้น ภิกขุนั้นพึงอยู่ได้ในกองทัพเพียง ๒ - ๓ คืน. ถ้าอยู่ยิ่งกว่านั้น ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ปาจิตติย ๕๐. อุยโยธิก

ถ้าภิกขุอยู่ในกองทัพ ๒ - ๓ คืนไปสู่สนามรบก็ดี ไปสู่ที่พักพลก็ดี ไปสู่ที่จัดขบวนทัพก็ดี ไปดูหมู่อนึก ๒ คือ ช้าง ม้า รถ พลเดิน อันจัดเป็นกองๆ แล้วก็ดี ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

อเจลกวรรคที่ ๕ จบ

บทที่ ๖. สุราปาน

ปาจิตติย ๕๑. สุราปาน

ต้องอาบัติปาจิตตีย์ เพราะดื่มสุราและเมรัย.

ปาจิตติย ๕๒. อังคุลิปโตทก

ต้องอาบัติปาจิตตีย์ เพราะจี้ด้วยนิ้วมือ.

ปาจิตติย ๕๓. หสธรรม

ต้องอาบัติปาจิตตีย์ เพราะธรรมคือหัวเราะในน้ำ (หมายเอาเล่นน้ำ).

ปาจิตติย ๕๔. อนาทริย

ต้องอาบัติปาจิตตีย์ เพราะความไม่เอื้อเฟื้อ.

ปาจิตติย ๕๕. ภิงสาปน

อนึ่ง ภิกขุใดหลอนภิกขุให้กลัว ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ปาจิตติย ๕๖. โชติ

อนึ่ง ภิกขุใดมิใช่ผู้อาพาธ ติดก็ดี ให้ติดก็ดี ซึ่งไฟเว้นไว้แต่ปัจจัยมีอย่างนั้นเป็นรูป ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ปาจิตติย ๕๗. นหาน

อนึ่ง ภิกขุใดยังหย่อนกึ่งเดือนอาบน้ำเว้นไว้แต่สมัย ต้องอาบัติปาจิตตีย์. สมัยในเรื่องนั้นดังนี้ คือ “เดือนกึ่งท้ายฤดูร้อนเดือนต้นแห่งฤดูฝน” ๒ เดือนกึ่งนี้ เป็นคราวร้อน เป็นคราวกระวนกระวาย คราวเจ็บไข้ คราวทำการงานคราวไปทางไกล คราวฝนมากับพายุ นี้สมัยในเรื่องนั้น.

ปาจิตติย ๕๘. ทุพพัณณกรัณ

อนึ่ง ภิกขุได้จีวรมาใหม่พึงถือเอาวัตถุสำหรับทำให้เสียสี ๓ อย่างๆ ใดอย่างหนึ่งคือ ของเขียวครามก็ได้ ตมก็ได้ ของดำคล้ำก็ได้ ถ้าภิกขุไม่ถือเอาวัตถุสำหรับทำให้เสียสี ๓ อย่างๆ ใดอย่างหนึ่ง ใช้จีวรใหม่ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ปาจิตติย ๕๙. วิกัปปน

อนึ่ง ภิกขุใดทำให้เป็นเจ้าของ (วิกัป) จีวรเอง แก่ภิกขุก็ดี แก่ภิกขุนีก็ดี แก่นางสิกขมานาก็ดีแก่สามเณรก็ดี แก่นางสามเณรีก็ดีแล้วใช้สอย (จีวรนั้น) ไม่ให้เขาถอนก่อน ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ปาจิตติย ๖๐. อปนิธาน

อนึ่ง ภิกขุใดซ่อนก็ดี ให้ซ่อนก็ดีซึ่งบาตรก็ดี จีวรก็ดี ผ้าปูนั่งก็ดี กล่องเข็มก็ดี เครื่องคาดเอว (ประคด) ก็ดี แห่งภิกขุ โดยที่สุดแม้หมายจะหัวเราะ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

สุราปานวรรคที่ ๗ จบ

บทที่ ๗. สัปปาณ

ปาจิตติย ๖๑. สัญจิจจ

อนึ่ง ภิกขุใดแกล้งพรากสัตว์จากชีวิต ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ปาจิตติย ๖๒. สัปปาณก

อนึ่ง ภิกขุใดรู้อยู่บริโภคน้ำมีตัวสัตว์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ปาจิตติย ๖๓. อุกโกฏน

อนึ่ง ภิกขุใดรู้อยู่ฟื้นคดี (อธิกรณ์) ที่ทำเสร็จแล้วตามอาบัติเพื่อทำอีก ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ปาจิตติย ๖๔. ทุฏฐุลล

อนึ่ง ภิกขุใดรู้อยู่ ปิดอาบัติชั่วหยาบของภิกขุ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ปาจิตติย ๖๕. อูนวีสติวัสส

อนึ่ง ภิกขุใดรู้อยู่ ยังบุคคลมีอายุไม่ครบ ๒๐ ปี ให้อุปสมบทบุคคลนั้นไม่เป็นอุปสัมบันด้วย ภิกขุทั้งหลายนั้นถูกติเตียนด้วย นี้ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ในเรื่องนั้น.

ปาจิตติย ๖๖. เถยยสัตถ

อนึ่ง ภิกขุใดรู้อยู่ ชักชวนแล้วเดินทางไกลสายเดียวกันกับพวกเกวียน พวกต่าง ผู้เป็นโจร โดยที่สุดแม้สิ้นระยะบ้านหนึ่ง ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ปาจิตติย ๖๗. สังวิธาน

อนึ่ง ภิกขุใดชักชวนแล้วเดินทางไกลสายเดียวกันกับมาตุคามโดยที่สุดแม้สิ้นระยะบ้านหนึ่ง ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ปาจิตติย ๖๘. อริฏฐ

อนึ่ง ภิกขุใดกล่าวอย่างนี้ว่า “ข้าพเจ้ารู้ถึงธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้ าทรงแสดงแล้วโดยประการว่า เป็นธรรมทำอันตรายได้ อย่างไร ธรรมนั้นหาอาจทำอันตรายแก่ผู้เสพได้ (จริง)ไม่”, ภิกขุนั้น อันภิกขุทั้งหลายพึงว่ากล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านอย่าได้พูดอย่างนั้น ท่านอย่าได้กล่าวตู่พระผู้มีพระภาคเจ้า การกล่าวตู่พระผู้มีพระเจ้าไม่ดีดอก พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ได้ตรัสอย่างนั้นเลยแน่ะเธอ, พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสธรรมอันทำอันตรายไว้โดยบรรยายเป็นอันมาก ก็แลธรรมนั้นอาจทำอันตรายแก่ผู้เสพได้ (จริง)”. แลภิกขุนั้น อันภิกขุทั้งหลายว่ากล่าวอยู่อย่างนั้น ขืนถืออย่างนั้นแล ภิกขุนั้น อันภิกขุทั้งหลายพึงสวดประกาศห้ามจนหนที่ ๓ เพื่อสละการนั้นเสีย. ถ้าเธอถูกสวดประกาศห้ามอยู่จนหนที่ ๓ สละการนั้นเสีย การสละได้ดังนี้ เป็นการดี. ถ้าไม่สละ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ปาจิตติย ๖๙. อุกขิตตสัมโภค

อนึ่ง ภิกขุใดรู้อยู่ กินร่วมก็ดี อยู่ร่วมก็ดี สำเร็จการนอนด้วยกันก็ดี กับภิกขุ ผู้กล่าวอย่างนั้น ยังไม่ได้ทำธรรมอันสมควร ยังไม่ได้สละทิฏฐินั้น ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ปาจิตติย ๗๐. กัณฏก

ถ้าแม้สามเณร (สมณุทเทส) กล่าวอย่างนี้ว่า: “เรารู้ทั่วถึงธรรมที่พระผู้มีพระภาค ทรงแสดงแล้วจนกระทั่งว่าธรรมตามที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่าเป็นธรรมก่ออันตราย ก็หาสามารถก่ออันตรายแก่ผู้ซ่องเสพได้จริงไม่”, ภิกขุนั้น อันภิกขุทั้งหลายพึงว่ากล่าวอย่างนี้ว่า “สามเณร (สมณุทเทส) ท่านอย่าได้พูดอย่างนั้น เธออย่าได้กล่าวตู่พระผู้มีพระภาคเจ้า การกล่าวตู่พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ดีดอก พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ได้ตรัสอย่างนั้นเลย, พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสธรรมอันทำอันตรายไว้โดยปริยายเป็นอันมาก ก็แลธรรมนั้นอาจทำอันตรายแก่ผู้เสพได้ (จริง)”, แลสามเณร (สมณุทเทส) นั้น อันภิกขุทั้งหลายว่ากล่าวอยู่อย่างนั้น ขืนถืออย่างนั้นเทียวสามเณร (สมณุทเทส) นั้น อันภิกขุทั้งหลายพึงว่ากล่าวอย่างนี้ว่า: “ท่านทั้งหลาย แน่ะสามเณร (สมณุทเทส) เธออย่าอ้างพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นว่าเป็นพระศาสดาของเธอตั้งแต่วันนี้ไป, แลพวกสามเณร (สมณุทเทส) อื่น ย่อมได้การนอนร่วมเพียง ๒-๓ คืน กับภิกขุทั้งหลายอันใด แม้กิริยาที่ได้การนอนร่วมนั้นไม่มีแก่เธอ, เจ้าคนเสียเจ้าจงไปเสีย เจ้าจงฉิบหายเสีย”. แลภิกขุใดรู้อยู่ เกลี้ยกล่อมสามเณร (สมณุทเทส) ผู้ถูกให้ฉิบหายเสียอย่างนั้นแล้วก็ดีให้อุปฐากก็ดีกินร่วมก็ดีสําเร็จการนอนร่วมก็ดี ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

สัปปาณกวรรคที่ ๗ จบ

บทที่ ๘. สหธรรมมิก

ปาจิตติย ๗๑. สหธรรมมิก

อนึ่ง ภิกขุใดอันภิกขุทั้งหลายว่ากล่าวตักเตือนโดยชอบธรรม กล่าวอย่างนี้ว่า “ข้าพเจ้าจะยังไม่ศึกษาในสิกขาบทนี้ จนกว่าจะได้สอบถามภิกขุรูปอื่น ผู้ฉลาด ผู้เป็นวินัยธร” ต้องอาบัติปาจิตตีย์. ภิกขุทั้งหลาย ภิกขุผู้ศึกษาพึงรู้ พึงสอบถาม พึงพิจารณา นี้เป็นการทำที่สมควรในเรื่องนั้น.

ปาจิตติย ๗๒. วิเลขน

อนึ่ง ภิกขุใดเมื่อมีผู้ยกปาติโมกข์ขึ้นแสดงอยู่ กล่าวอย่างนี้ว่า “สิกขาบทเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ยกขึ้นแสดงเหล่านี้ จะมีประโยชน์อะไร ย่อมเป็น ไปเพื่อความรำคาญ เพื่อความลำบาก เพื่อความยุ่งยาก” ต้องอาบัติปาจิตตีย์ เพราะดูหมิ่นสิกขาบท.

ปาจิตติย ๗๓. โมหน

อนึ่ง ภิกขุใดเมื่อภิกขุยกปาติโมกข์ยกขึ้นแสดงอยู่ทุกกึ่งเดือน กล่าวอย่างนี้ว่า: “ข้าพเจ้าเพิ่งทราบเดี๋ยวนี้เองว่า ‘ธรรมแม้นี้มีมาในพระสูตร อยู่ในพระสูตร มีการยกขึ้นแสดงทุกกึ่งเดือน”. ถ้าภิกขุเหล่าอื่นจำภิกขุนีนั้นได้ว่า “เมื่อภิกขุยกปาติโมกข์ขึ้นแสดงอยู่ ภิกขุนี้เคยนั่งอยู่ ๒-๓ ครั้งมาแล้ว ไม่จำต้องกล่าวถึงมากครั้งยิ่งกว่า” ภิกขุนั้นย่อมไม่พ้นเพราะความไม่รู้ แต่ภิกขุนั้นจะต้องอาบัติใดเพราะประพฤติไม่เหมาะสมนั้น พึงปรับอาบัตินั้นตามอาบัติ และพึงยกความหลงขึ้นมาปรับเพิ่มให้ยิ่งขึ้นไปอีกว่า: “ท่าน ไม่ใช่ลาภของท่าน ท่านได้ไม่ดี ด้วยเหตุว่าที่เมื่อภิกขุยกปาติโมกข์ขึ้นแสดงอยู่ ท่านไม่ ใส่ใจฟังให้สำเร็จประโยชน์ด้วยดี”, ต้องอาบัติปาจิตตีย์ เพราะแสร้งทำหลงนั้น.

ปาจิตติย ๗๔. ปหาร

อนึ่ง ภิกขุใดโกรธ ไม่พอใจ ทำร้ายภิกขุ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ปาจิตติย ๗๕. ตลสัตติก

อนึ่ง ภิกขุใดโกรธ ไม่พอใจ เงื้อหอกคือฝ่ามือให้ภิกขุ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ปาจิตติย ๗๖. อมูลก

อนึ่ง ภิกขุใดใส่ความภิกขุด้วยอาบัติสังฆาทิเสสอันหามูลมิได้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ปาจิตติย ๗๗. สัญจิจจ

อนึ่ง ภิกขุใดแกล้งก่อความรำคาญให้แก่ภิกขุด้วยหมายใจว่า ‘ด้วยวิธีนี้ ความไม่ผาสุกจักมีแก่เธอไปครู่หนึ่ง’ ทำความหมายใจอย่างนี้เท่านั้นให้เป็นเหตุ ไม่มีอะไรอื่น ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ปาจิตติย ๗๘. อุปัสสุติ

อนึ่ง ภิกขุใด เมื่อภิกขุทั้งหลายเกิดความบาดหมางกัน เกิดการทะเลาะกัน ถึงการวิวาทกัน ยืนแอบฟังด้วยหมายใจว่าจักได้ฟัง คำที่พวกเธอพูดกัน ทำความหมายใจอย่างนี้เท่านั้นให้เป็นเหตุ ไม่มีอะไรอื่น ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ปาจิตติย ๗๙. กัมมัปปฏิพาหน

อนึ่ง ภิกขุใดให้ฉันทะเพื่อกรรมอันเป็นธรรมไปแล้ว กลับติเตียนในภายหลัง ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ปาจิตติย ๘๐. ฉันทังอทัตวาคมน

อนึ่ง ภิกขุใดเมื่อเรื่องอันจะพึงวินิจฉัยยังดำเนินอยู่ในสงฆ์ ไม่ให้ฉันทะ ลุกจากอาสนะหลีกไปเสีย ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ปาจิตติย ๘๑. ทุพพล

อนึ่ง ภิกขุใดร่วมกับสงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกันให้จีวรแล้ว กลับติเตียนในภายหลังว่า ‘ภิกขุทั้งหลายน้อมลาภของสงฆ์ไปตามชอบใจ’ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ปาจิตติย ๘๒. ปริณามน

อนึ่ง ภิกขุใดรู้อยู่ น้อมลาภที่เขาน้อมไว้เป็นของจะถวายสงฆ์มาเพื่อบุคคล ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

สหธรรมมิกวรรคที่ ๘ จบ

บทที่ ๙. รตน

ปาจิตติย ๘๓. อันเตปุร

อนึ่ง ภิกขุใด ไม่ได้รับบอกก่อน ก้าวล่วงธรณีเข้าไป (ในห้อง) ของพระราชาผู้กษัตริย์ได้รับมฤธาภิเษกแล้ว ที่พระราชายังไม่เสด็จออก ที่รตนยังไม่ออก ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ปาจิตติย ๘๔. รตน

อนึ่ง ภิกขุใดเก็บก็ดี ให้เก็บก็ดี ซึ่งรัตนะก็ดี ซึ่งของที่สมมติว่าเป็นรัตนะก็ดี เว้นไว้แต่ในวัดที่อยู่หรือในที่พัก ต้องอาบัติปาจิตตีย์. แลภิกขุเก็บเอาก็ดี ให้เก็บเอาก็ดี ซึ่งรตนะก็ดี ซึ่งรัตนะก็ดี ซึ่งของที่สมมติว่าเป็นรัตนะก็ดี ในวัดที่อยู่หรือในที่พักได้แล้ว พึงเก็บไว้ด้วยหมายใจว่า ‘เป็นของผู้ใด ผู้นั้นจะได้นำไป’ นี้เป็นการปฏิบัติชอบในเรื่องนั้น.

ปาจิตติย ๘๕. วิกาลคามัปปเวสน

อนึ่ง ภิกขุใด ไม่บอกลาภิกขุผู้อยู่แล้ว เข้าไปสู่บ้านในเวลาวิกาล เว้นไว้แต่กิจรีบด่วน (คือ ธุระร้อน) มีอย่างนั้นเป็นรูป ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ปาจิตติย ๘๖. สูจิฆร

อนึ่ง ภิกขุใดทำกล่องเข็มด้วยกระดูก ด้วยงา หรือด้วยเขา ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ปาจิตติย ๘๗. มัญจปีฐ

อนึ่ง ภิกขุผู้ให้ทำเตียงหรือตั่งใหม่ พึงให้ทำมีเท้าสูงเพียง ๘ นิ้ว โดยนิ้วสุคต นอกจากแม่แคร่ด้านล่าง เธอทำให้เกินประมาณนั้นไป ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ปาจิตติย ๘๘. ตูโลนัทธ

อนึ่ง ภิกขุใดให้ทำเตียงก็ดี ตั่งก็ดีเป็นของหุ้มนุ่น (คือ ยัดนุ่น) ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ปาจิตติย ๘๙. นิสีทน

อนึ่ง ภิกขุผู้จะให้ทำผ้าอาบน้ำ พึงทำให้ได้ขนาด ขนาดในข้อนั้น คือ ยาว ๒ คืบ กว้างคืบหนึ่ง ชายคืบครึ่ง โดยคืบสุคต ทำให้เกินขนาดนั้น ต้องอาบัติปาจิตตีย์ที่ชื่อว่าเฉทนกะ.

ปาจิตติย ๙๐. กัณฑุปปฏิจฉาทิ

อนึ่ง ภิกขุผู้ให้ทำผ้าปิดฝีพึงทำให้ได้ขนาด ขนาดในผ้านั้น ดังนี้ คือ โดยยาว ๔ คืบ โดยกว้าง ๒ คืบ โดยคืบสุคต เธอทำให้เกินขนาดนั้นไป ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ปาจิตติย ๙๑. วัสสิกสาฏิก

อนึ่ง ภิกขุผู้จะให้ทำผ้าอาบน้ำฝน พึงทำให้ได้ขนาด ขนาดในข้อนั้น คือ ยาว ๖ คืบ กว้าง ๒ คืบครึ่ง โดยคืบสุคต เธอทำให้ล่วงประมาณนั้นไป ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ปาจิตติย ๙๒. นันท

อนึ่ง ภิกขุใดให้ทำจีวรมีขนาดเท่าสุคตจีวรหรือยิ่งกว่า ต้องอาบัติปาจิตตีย์. ขนาดแห่งสุคตจีวรของสุคตในคำนั้นดังนี้ คือ โดยยาว ๙ คืบ โดยกว้าง ๖ คืบ โดยคืบสุคต นี้เป็นขนาดแห่งสุคตจีวรของสุคต.

รตนวรรคที่ ๙ จบ


ท่านทั้งหลาย ธรรมม์ชื่อว่าปาจิตตีย์ ๙๒ เหล่านี้แล ข้าพเจ้าได้ยกขึ้นแสดงแล้วแล. ข้าพเจ้าถามท่านทั้งหลาย ในข้อเหล่านั้นท่านทั้งหลายเป็นผู้บริสุทธ์แล้วหรือ?, ข้าพเจ้าถามแม้ครั้งที่ ๒ ท่านทั้งหลายเป็นผู้บริสุทธ์แล้วหรือ? ข้าพเจ้าถามแม้ครั้งที่ ๓ ท่านทั้งหลายเป็นผู้บริสุทธ์แล้วหรือ? ท่านทั้งหลายเป็นผู้บริสุทธ์ในข้อ เหล่านี้แล้วเหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าทรงความนี้ไว้ด้วยอย่างนี้.

ปาจิตติยา จบ

ปาฏิเทสนีย

อนึ่ง แม่เจ้าทั้งหลาย ธรรมคือปาฏิเทสนียา ๔ สิกขาบทเหล่านี้แล มาสู่อุทเทส คือ.

ปาฏิเทสนีย ๑. ปฐมปาฏิเทสนีย

อนึ่ง ภิกขุใดมีความพึงพอใจ รับของเคี้ยวก็ดี ของฉันก็ดี ด้วยมือของตนเอง จากมือของภิกขุนีผู้ไม่ใช่ญาติ ผู้เข้าไปสู่ละแวกบ้านแล้วเคี้ยวก็ดี ฉันก็ดี อันภิกขุนี้พึงแสดงคืนว่า “แน่ะท่าน พวกข้าพเจ้าต้องอาบัติคือปาฏิเทสนียะที่น่าตำหนิ ไม่เป็นที่สบาย พวกข้าพเจ้าขอแสดงคืนธรรมนั้น”.

ปาฏิเทสนีย ๒. ทุติยปาฏิเทสนีย

อนึ่ง ภิกขุทั้งหลายรับนิมนต์ฉันอยู่ในครอบครัว (สกุล) ถ้าภิกขุนีมา ยืนสั่งเสียอยู่ในที่นั้นว่า “จงถวายแกงในองค์นี้ จงถวายข้าวในองค์นี้” ภิกขุทั้งหลายเหล่านั้น พึงรุกรานภิกขุนีนั้นว่า “น้องหญิง เธอจงหลีกไปเสีย ตลอดเวลาที่ภิกขุฉันอยู่” ถ้าภิกขุแม้รูปหนึ่ง ไม่กล่าวออกไป เพื่อจะรุกรานภิกขุนีนั้นว่า “น้องหญิง เธอจงหลีกไปเสีย ตลอดเวลาที่ภิกขุฉันอยู่” อันภิกขุเหล่านั้นพึงแสดงคืนว่า “แน่ะท่าน พวกข้าพเจ้าต้องอาบัติคือปาฏิเทสนียะที่น่าตำหนิ ไม่เป็นที่สบาย พวกข้าพเจ้าขอแสดงคืนธรรมนั้น”.

ปาฏิเทสนีย ๓. ตติยปาฏิเทสนีย

อนึ่ง ภิกขุใดไม่ได้รับนิมนต์ก่อนมิใช่ผู้อาพาธรับของเคี้ยวก็ดีของฉันก็ดีในสกุลที่สงฆ์สมมติว่าเป็นเสขะด้วยมือของตนแล้วเคี้ยวก็ดีฉันก็ดี อันภิกขุนั้นพึงแสดงคืนว่า “แน่ะท่าน พวกข้าพเจ้าต้องอาบัติคือปาฏิเทสนียะที่น่าตำหนิ ไม่เป็นที่สบาย พวกข้าพเจ้าขอแสดงคืนธรรมนั้น”.

ปาฏิเทสนีย ๔. จตุตถปาฏิเทสนีย

อนึ่ง ภิกขุใดอยู่ในเสนาสนะป่า ที่รู้กันว่าเป็นที่มีรังเกียจ มีภัยเฉพาะหน้า รับของเคี้ยวก็ดีของฉันก็ดี อันเขาไม่ได้บอกให้รู้ไว้ก่อน ด้วยมือของตน ในวัดที่อยู่ ไม่ใช่ผู้อาพาธ เคี้ยวก็ดี ฉันก็ดี อันภิกษุนั้นพึงแสดงคืนว่า “แน่ะท่าน พวกข้าพเจ้าต้องอาบัติคือปาฏิเทสนียะที่น่าตำหนิ ไม่เป็นที่สบาย พวกข้าพเจ้าขอแสดงคืนธรรมนั้น”.


ธรรมคือปาฏิเทสนีย ๔ สิกขาบท ข้าพเจ้ายกขึ้นแสดงแล้ว, ข้าพเจ้าถามท่านทั้งหลาย ในข้อเหล่านั้นท่านทั้งหลายเป็นผู้บริสุทธ์แล้วหรือ?, ข้าพเจ้าถามแม้ครั้งที่ ๒ ท่านทั้งหลายเป็นผู้บริสุทธ์แล้วหรือ? ข้าพเจ้าถามแม้ครั้งที่ ๓ ท่านทั้งหลายเป็นผู้บริสุทธ์แล้วหรือ? ท่านทั้งหลายเป็นผู้บริสุทธ์ในข้อ เหล่านี้แล้วเหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าทรงความนี้ไว้ด้วยอย่างนี้.

ปาฏิเทสนียา จบ

เสขิย

อนึ่ง ท่านทั้งหลาย ธรรมคือเสขีย ๗๕ สิกขาบทเหล่านี้แล มาสู่อุทเทส คือ.

บทที่ ๑. ปริมัณฑล

เสขิย ๑. ปริมัณฑลสิกขาบท

พึงทำการศึกษาว่า เราจักนุ่งให้เรียบร้อย ข้างบนปกปิดสะดือ ข้างล่างปกปิดครึ่งแข้ง (เป็นปริมณฑล).

เสขิย ๒. ทุติยปริมัณฑลสิกขาบท

พึงทำการศึกษาว่า เราจักห่มให้เรียบร้อย ข้างบนปกปิดสะดือ ข้างล่างปกปิดครึ่งแข้ง (เป็นปริมณฑล).

เสขิย ๓. สุปปฏิจฉันนสิกขาบท

พึงทําการศึกษาว่า เราจักปกปิดกายดี ไปในละแวกบ้าน.

เสขิย ๔. ทุติยสุปปฏิจฉันนสิกขาบท

พึงทําการศึกษาว่า เราจักปกปิดกายดี นั่งในละแวกบ้าน.

เสขิย ๕. สุสังวุตสิกขาบท

พึงทําการศึกษาว่า เราจักสํารวมดี ไปในละแวกบ้าน.

เสขิย ๖. ทุติยสุสังวุตสิกขาบท

พึงทําการศึกษาว่า เราจักสํารวมดี นั่ง ในละแวกบ้าน.

เสขิย ๗. โอกขิตตจักขุสิกขาบท

พึงทําการศึกษาว่า เราจักมีตาทอดลง ไปในละแวกบ้าน.

เสขิย ๘. ทุติยโอกขิตตจักขุสิกขาบท

พึงทําการศึกษาว่า เราจักมีตาทอดลง นั่งในละแวกบ้าน.

เสขิย ๙. อุกขิตตกสิกขาบท

พึงทําศึกษาว่า เราจักไม่ไปในละแวกบ้าน ด้วยทั้งถกผ้าขึ้นเปิดสีข้างให้เห็น.

เสขิย ๑๐. ทุติยอุกขิตตกสิกขาบท

พึงทําการศึกษาว่า เราจักไม่นั่งใน ละแวกบ้าน ด้วยทั้งถกผ้าขึ้นเปิดสีข้างให้เห็น.

ปริมัณฑลวรรคที่ ๑ จบ

บทที่ ๒. อุชชัคฆิก

เสขิย ๑๑. อุชชัคฆิกสิกขาบท

พึงทําการศึกษาว่า เราจักไม่ไปในละแวกบ้าน ด้วยทั้งการหัวเราะลั่น.

เสขิย ๑๒. ทุติยอุชชัคฆิกสิกขาบท

พึงทําการศึกษาว่า เราจักไม่นั่งในละแวกบ้าน ด้วยทั้งการหัวเราะลั่น.

เสขิย ๑๓. อุจจสัททสิกขาบท

พึงทําการศึกษาว่า เราจักมีเสียงน้อย ไปในละแวกบ้าน.

เสขิย ๑๔. ทุติยอุจจสัททสิกขาบท

พึงทําการศึกษาว่า เราจักมีเสียงน้อย นั่งในละแวกบ้าน.

เสขิย ๑๕. กายัปปจาลกสิกขาบท

พึงทําการศึกษาว่า เราจักไม่โยกกาย ไปในละแวกบ้าน.

เสขิย ๑๖. ทุติยกายัปปจาลกสิกขาบท

พึงทําการศึกษาว่า เราจักไม่โยกกาย นั่งในละแวกบ้าน.

เสขิย ๑๗. พาหุปปจาลกสิกขาบท

พึงทําการศึกษาว่า เราจักไม่ไกวแขน ไปในละแวกบ้าน.

เสขิย ๑๘. ทุติยพาหุปปจาลกสิกขาบท

พึงทําการศึกษาว่า เราจักไม่ไกวแขน นั่งในละแวกบ้าน.

เสขิย ๑๙. สีสัปปจาลกสิกขาบท

พึงทําการศึกษาว่า เราจักไม่โคลงศีรษะ ไปในละแวกบ้าน.

เสขิย ๒๐. ทุติยสีสัปปจาลกสิกขาบท

พึงทําการศึกษาว่า เราจักไม่โคลงศีรษะ นั่งในละแวกบ้าน.

อุชชัคฆิกวรรคที่ ๒ จบ

บทที่ ๓. ขัมภกต

เสขิย ๒๑. ขัมภกตสิกขาบท

พึงทําการศึกษาว่า เราจักไม่เอามือค้ำกาย ไปในละแวกบ้าน.

เสขิย ๒๒. ทุติยขัมภกตสิกขาบท

พึงทําการศึกษาว่า เราจักไม่เอามือค้ำกาย นั่งในละแวกบ้าน.

เสขิย ๒๓. โอคุณฐิตสิกขาบท

พึงทําการศึกษาว่า เราจักไม่เอาผ้าคลุมศีรษะ ไปในละแวกบ้าน.

เสขิย ๒๔. ทุติยโอคุณฐิตสิกขาบท

พึงทําการศึกษาว่า เราจักไม่เอาผ้าคลุมศีรษะ นั่งในละแวกบ้าน.

เสขิย ๒๕. อุกกุฏิกสิกขาบท

พึงทําการศึกษาว่า เราจักไม่เดินกระโหย่งเท้า ไปในละแวกบ้าน.

เสขิย ๒๖. ปัลลัตถิกสิกขาบท

พึงทําการศึกษาว่า เราจักไม่นั่งรัดเข่า ในละแวกบ้าน.

เสขิย ๒๗. สักกัจจปฏิคคหณสิกขาบท

พึงทําการศึกษาว่า เราจักรับบิณฑบาตโดยเอื้อเฟื้อ.

เสขิย ๒๘. ปัตตสัญญินีปฏิคคหณสิกขาบท

พึงทําการศึกษา เราจักจ้องดูอยู่ในบาตรรับบิณฑบาต.

เสขิย ๒๙. สมสูปกปฏิคคหณสิกขาบท

พึงทําการศึกษาว่า เราจักรับบิณฑบาตพอสมส่วนกับแกง (ไม่รับแกงมากเกินไป).

เสขิย ๓๐. สมติตติกสิกขาบท

พึงทําการศึกษาว่า เราจักรับบิณฑบาตเสมอขอบ.

ขัมภกตวรรคที่ ๓ จบ

บทที่ ๔. สักกัจจ

เสขิย ๓๑. สักกัจจภุญชนสิกขาบท

พึงทําการศึกษาว่า เราจักฉันบิณฑบาตโดยเอื้อเฟื้อ.

เสขิย ๓๒. ปัตตสัญญินีภุญชนสิกขาบท

พึงทําการศึกษาว่า ในขณะฉันบิณฑบาต แลดูแต่ในบาตร.

เสขิย ๓๓. สปทานสิกขาบท

พึงทําการศึกษาว่า เราจักฉันบิณฑบาตไปตามลำดับ (ไม่ขุดให้แหว่ง).

เสขิย ๓๔. สมสูปกสิกขาบท

พึงทําการศึกษาว่า เราจักฉันบิณฑบาตพอสมส่วนกับแกง (ไม่ฉันแกงมากเกินไป).

เสขิย ๓๕. นถูปกตสิกขาบท

พึงทําการศึกษาว่า เราจักฉันบิณฑบาตโดยไม่ขยุมลงแต่ยอด.

เสขิย ๓๖. โอทนัปปฏิจฉาทนสิกขาบท

พึงทําการศึกษาว่า เราจักไม่กลบแกงก็ดี กับข้าวก็ดี ด้วยข้าวสุกอาศัยความอยากได้มาก.

เสขิย ๓๗. สูโปทนวิญญัตติสิกขาบท

พึงทําการศึกษาว่า เราไม่อาพาธจักไม่ขอเอาแกงก็ดี ข้าวสุกก็ดีเพื่อประโยชน์แก่ตนฉัน.

เสขิย ๓๘. อุชฌานสัญญินีสิกขาบท

พึงทําการศึกษาว่า เราจักไม่เพ่งโพนทะนาแลดูบาตรของผู้อื่น.

เสขิย ๓๙. กพฬสิกขาบท

พึงทําการศึกษาว่า เราจักไม่ทําคําข้าวให้ใหญ่นัก.

เสขิย ๔๐. อาโลปสิกขาบท

พึงทําการศึกษาว่า เราจักทําคําข้าวให้กลมกล่อม.

สักกัจจวรรคที่ ๔ จบ

บทที่ ๕. กพฬ

เสขิย ๔๑. อนาหฏสิกขาบท

พึงทําการศึกษาว่า เมื่อคําข้าวยังไม่นํามาถึง เราจักไม่อ้าปาก.

เสขิย ๔๒. ภุญชมานสิกขาบท

พึงทําการศึกษาว่า เราฉันอยู่จักไม่สอดมือทั้งมือเข้าในปาก.

เสขิย ๔๓. สกพฬสิกขาบท

พึงทําการศึกษาว่า ในปากยังมีคําข้าวเราจักไม่พูด.

เสขิย ๔๔. ปิณฑุกเขปกสิกขาบท

พึงทําการศึกษาว่า เราจักไม่ฉันโดยการโยนคำข้าวเข้าปาก.

เสขิย ๔๕. กพฬาวัจเฉทกสิกขาบท

พึงทําการศึกษาว่า เราจักไม่ฉันกัดคําข้าว.

เสขิย ๔๖. อวคัณฑการกสิกขาบท

พึงทําการศึกษาว่า เราจักไม่ฉันทำกระพุ้งแก้มให้ตุ่ย.

เสขิย ๔๗. หัตถนิทธุนกสิกขาบท

พึงทําการศึกษาว่า เราจักไม่ฉันพลางสะบัดมือพลาง.

เสขิย ๔๘. สิตถาวการกสิกขาบท

พึงทําการศึกษาว่า เราจักไม่ฉันทําเมล็ดข้าวตก.

เสขิย ๔๙. ชิวหานิจฉารกสิกขาบท

พึงทําการศึกษาว่าเราจักไม่ฉันแลบลิ้น.

เสขิย ๕๐. จปุจปุการกสิกขาบท

พึงทําการศึกษาว่า เราจักไม่ฉันทําเสียงดังจับๆ.

กพฬวรรคที่ ๕ จบ.

บทที่ ๖. สุรุสุรุ

เสขิย ๕๑. สุรุสุรุการกสิกขาบท

พึงทําการศึกษาว่า เราจักไม่ฉันทําเสียงดังซูดๆ.

เสขิย ๕๒. หัตถนิลเลหกสิกขาบท

พึงทําการศึกษาว่า เราจักไม่ฉันเลียมือ.

เสขิย ๕๓. ปัตตนิลเลหกสิกขาบท

พึงทําการศึกษาว่า เราจักไม่ฉันเลียบาตร.

เสขิย ๕๔. โอฏฐนิลเลหกสิกขาบท

พึงทําการศึกษาว่า เราจักไม่ฉันเลียริมฝีปาก.

เสขิย ๕๕. สามิสสิกขาบท

พึงทําการศึกษาว่า เราจักไม่เอามือเปื้อนจับภาชนะน้ำ.

เสขิย ๕๖. สสิตถกสิกขาบท

พึงทําการศึกษาว่า เราจักไม่เทน้ําล้างบาตรมีเมล็ดข้าวในละแวกบ้าน.

เสขิย ๕๗. ฉัตตปาณิสิกขาบท

พึงทำการศึกษาว่า เราจักไม่แสดงธรรมแก่บุคคลไม่ใช่ผู้เจ็บไข้ มีร่มในมือ.

เสขิย ๕๘. ทัณฑปาณิสิกขาบท

พึงทำการศึกษาว่า เราจักไม่แสดงธรรมแก่บุคคลไม่ใช่ผู้เจ็บไข้มีไม้พลองในมือ.

เสขิย ๕๙. สัตถปาณิสิกขาบท

พึงทำการศึกษาว่า เราจักไม่แสดงธรรมแก่บุคคลไม่ใช่ผู้เจ็บไข้มีศัสตราในมือ.

เสขิย ๖๐. อาวุธปาณิสิกขาบท

พึงทำการศึกษาว่า เราจักไม่แสดงธรรมแก่บุคคลไม่ใช่ผู้เจ็บไข้มีอาวุธในมือ.

สุรุสุรุวรรคที่ ๗ จบ

บทที่ ๗. ปาทุก

เสขิย ๖๑. ปาทุกสิกขาบท

พึงทำการศึกษาว่า เราจักไม่แสดงธรรมแก่บุคคลไม่ใช่ผู้เจ็บไข้สวมรองเท้าสวมใส่ที่ทำมาจากไม้ (เขียงเท้า).

เสขิย ๖๒. อุปาหนสิกขาบท

พึงทำการศึกษาว่า เราจักไม่แสดงธรรมแก่บุคคลไม่ใช่ผู้เจ็บไข้สวมรองเท้า.

เสขิย ๖๓. ยานสิกขาบท

พึงทำการศึกษาว่า เราจักไม่แสดงธรรมแก่บุคคลไม่ใช่ผู้เจ็บไข้ไปในยาน.

เสขิย ๖๔. สยนสิกขาบท

พึงทำการศึกษาว่า เราจักไม่แสดงธรรมแก่บุคคลไม่ใช่ผู้เจ็บไข้อยู่บนที่นอน.

เสขิย ๖๕. ปัลลัตถิกสิกขาบท

พึงทำการศึกษาว่า เราจักไม่แสดงธรรมแก่บุคคลไม่ใช่ผู้เจ็บไข้นั่งรัดเข่า.

เสขิย ๖๖. เวฐิตสิกขาบท

พึงทำการศึกษาว่า เราจักไม่แสดงธรรมแก่บุคคลไม่ใช่ผู้เจ็บไข้พันศีรษะ.

เสขิย ๖๗. โอคุณฐิตสิกขาบท

พึงทำการศึกษาว่า เราจักไม่แสดงธรรมแก่บุคคลไม่ใช่ผู้เจ็บไข้คลุมศีรษะ.

เสขิย ๖๘. ฉมาสิกขาบท

พึงทำการศึกษาว่า เรานั่งอยู่ที่แผ่นดินจักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เจ็บไข้ ผู้นั่งบนอาสนะ.

เสขิย ๖๙. นีจาสนสิกขาบท

พึงทำการศึกษาว่า เรานั่งบนอาสนะต่ำจักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เจ็บไข้ ผู้นั่งบนอาสนะสูง.

เสขิย ๗๐. ฐิตาสิกขาบท

พึงทำการศึกษาว่า เรายืนอยู่ จักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เจ็บไข้ ผู้นั่งอยู่.

เสขิย ๗๑. ปัจฉโตคัจฉันตีสิกขาบท

พึงทำการศึกษาว่า เราเดินไปข้างหลังจักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เจ็บไข้ ผู้เดินไปข้างหน้า.

เสขิย ๗๒. อุปปเถนคัจฉันตีสิกขาบท

พึงทำการศึกษาว่า เราเดินไปนอกทางจักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เจ็บไข้ ผู้ไปอยู่ในทาง.

เสขิย ๗๓. ฐิตาอุจจารสิกขาบท

พึงทำการศึกษาว่า เราไม่อาพาธ จักไม่ยืนถ่ายอุจจาระหรือปัสสาวะ.

เสขิย ๗๔. หริเตอุจจารสิกขาบท

พึงทำการศึกษาว่า เราไม่อาพาธ จักไม่ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ หรือบ้วนน้ำลาย, เสมหะ, เสลด (เขฬะ) บนของสดเขียว.

เสขิย ๗๕. อุทเกอุจจารสิกขาบท

พึงทำการศึกษาว่า เราไม่อาพาธ จักไม่ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ หรือบ้วนน้ำลาย, เสมหะ, เสลด (เขฬะ) ในน้ำ.

ปาทุกวรรคที่ ๗ จบ


ท่านทั้งหลาย อาบัติเสขิยทั้ง ๗๕ ข้าพเจ้าได้ยกขึ้นแสดงแล้ว. ข้าพเจ้าถามท่านทั้งหลาย ในข้อเหล่านั้นท่านทั้งหลายเป็นผู้บริสุทธ์แล้วหรือ?, ข้าพเจ้าถามแม้ครั้งที่ ๒ ท่านทั้งหลายเป็นผู้บริสุทธ์แล้วหรือ?, ข้าพเจ้าถามแม้ครั้งที่ ๓ ท่านทั้งหลายเป็นผู้บริสุทธ์แล้วหรือ?, ท่านทั้งหลายเป็นผู้บริสุทธ์ในข้อ เหล่านี้แล้วเหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าทรงความนี้ไว้ด้วยอย่างนี้.

เสขิยา จบ

อธิกรณสมถา

อนึ่ง ท่านทั้งหลาย อันธรรมคืออธิกรณสมถะ ๗ ประการเหล่านี้แลมาสู่อุทเทส คือ.

เพื่อความสงบ เพื่อความระงับ ซึ่งอธิกรณ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นแล้ว:

อธิกรณสมถ ๑

พึงให้สัมมุขาวินัย ระเบียบอันพึงทำในที่พร้อมหน้า.

อธิกรณสมถ ๒

พึงให้สติวินัยระเบียบที่ยกสติขึ้นเป็นหลัก.

อธิกรณสมถ ๓

พึงให้ระเบียบแก่ภิกขุผู้หายเป็นบ้าแล้ว.

อธิกรณสมถ ๔

พึงทำตามคำสารภาพ.

อธิกรณสมถ ๕

พึงวินิจฉัยอาศัยความเห็นข้างมาก.

อธิกรณสมถ ๖

กรรมที่สงฆ์พึงทำในกิริยาที่ลงโทษแก่ผู้ผิด.

อธิกรณสมถ ๗

พึงให้ระเบียบดังที่กลบไว้ด้วยหญ้า.


ธรรมคืออธิกรณสมถ ๗ ประการ ข้าพเจ้ายกขึ้นแสดงแล้ว. ข้าพเจ้าถามท่านทั้งหลาย ในข้อเหล่านั้นท่านทั้งหลายเป็นผู้บริสุทธ์แล้วหรือ?, ข้าพเจ้าถามแม้ครั้งที่ ๒ ท่านทั้งหลายเป็นผู้บริสุทธ์แล้วหรือ? ข้าพเจ้าถามแม้ครั้งที่ ๓ ท่านทั้งหลายเป็นผู้บริสุทธ์แล้วหรือ? ท่านทั้งหลายเป็นผู้บริสุทธ์ในข้อ เหล่านี้แล้วเหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าทรงความนี้ไว้ด้วยอย่างนี้.

อธิกรณสมถา จบ

ข้าพเจ้าเพียงแสดงโดยสรุปเท่านั้น ในข้อความเบื้องต้น, ท่านทั้งหลาย ธรรมคือปาราชิก ๔ สิกขาบท อันข้าพเจ้าได้ยกขึ้นแสดงแล้วแล, ธรรมคือสังฆาทิเสส ๑๓ สิกขาบท ข้าพเจ้ายกขึ้นแสดงแล้ว, ธรรมคืออนิยต ๒ สิกขาบท ข้าพเจ้าได้ยกขึ้นแสดงแล้วแล, ธรรมคือนิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๓๐ สิกขาบท ข้าพเจ้ายกขึ้นแสดงแล้ว, ธรรมคือปาจิตตีย์ ๙๒ สิกขาบท ข้าพเจ้ายกขึ้นแสดงแล้ว, ธรรมคือปาฏิเทสนีย ๔ สิกขาบท ข้าพเจ้ายกขึ้นแสดงแล้ว, ธรรมคือเสขิย ๗๕ สิกขาบท ข้าพเจ้ายกขึ้นแสดงแล้ว, ธรรมคืออธิกรณสมถ ๗ ประการ ข้าพเจ้ายกขึ้นแสดงแล้ว. สิกขาบทของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นมีเท่านี้ มาในพระปาติโมกข์ นับเนื่องในพระปาติโมกข์มาสู่อุทเทสทุกกึ่งเดือน. พวกเราทั้งหมดนี้แลพึงเป็นผู้พร้อมเพรียงกันร่วมใจกัน ไม่วิวาทกัน ศึกษาในพระปาติโมกข์นั้นเทอญ.

อุทเทศที่ ๕ โดยพิสดาร จบ

ภิกขุปาติโมกข์ จบ

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์นั้น

คำอธิบาย [0]