Loading

Commentaries [6]

พระธรรมเทศนาบทนี้เป็นที่รู้จักในคัมภีร์บาลีและอรรถกถา (คัมภีร์ที่อธิบายความพระบาลี) ในชื่อว่า “การแสวงหาอันประเสริฐ (อริยปริเยสนาสูตร)” หรือ “กองบ่วงดักสัตว์ (ปาสราสิสูตร)” พระสูตรบทนี้เป็นหนึ่งในหลายพระสูตรที่กล่าวถึงการฝึกปฏิบัติของเจ้าชายสิทธัตถะก่อนตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า โดยบทนี้เน้นที่ประสบการณ์ของพระองค์กับพระอาจารย์พราหมณ์ในยุคนั้น ในขณะที่ MN 36, MN 85 และ MN 100 จะมีรายละเอียดของช่วงเวลาที่พระพุทธเจ้าทรงทรมานตนเพื่อบรรลุธรรมตามแนวทางของลัทธิเชนในช่วงก่อนพระองค์ตรัสรู้

อนาถบิณฑิกเศรษฐี หรือ สุทัตตะเศรษฐี เป็นเศรษฐีแห่งเมืองสาวัตถี มีจิตเมตตา ชอบช่วยเหลือผู้ยากไร้ จนได้รับสมญานามว่า “อนาถบิณฑิก” (หมายถึง ผู้มีก้อนข้าวเพื่อคนอนาถา) เมื่อบรรลุโสดาบันหลังจากที่ได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า พร้อมด้วยศรัทธาอย่างแรงกล้า ท่านได้สร้างวัดเชตวันมหาวิหารถวายด้วยทรัพย์จำนวนมหาศาล เพื่อเป็นสถานที่ประทับของพระพุทธเจ้าและคณะสงฆ์ พระพุทธเจ้าทรงยกย่องท่านให้เป็น “อุบาสกผู้เลิศในการถวายทาน” ท่านเป็นแบบอย่างของผู้ครองเรือนที่มีศรัทธาและเสียสละเพื่อพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง

ในสมัยพุทธกาล “อาวุโส” เป็นคำสุภาพที่ภิกษุและภิกษุณีใช้เรียกกันและกัน รวมถึงเรียกคฤหัสถ์ (ผู้ไม่ใช่นักบวช) โดยมีความหมายว่า “เพื่อน พี่ น้อง หรือ ท่าน” รากศัพท์แปลว่า “ผู้มีวัยวุฒิ” ในการแปลครั้งนี้ จะใช้คำว่า “ท่าน” เพื่อสื่อถึงความหมายนี้ | คำว่า “ภควา” เป็นคำบรรยายถึงพระพุทธเจ้า โดยมักใช้เป็นสรรพนามบุรุษที่ 3 รากศัพท์ “ภคะ” แปลว่า โชคดี, ความเจริญ, เกียรติ, พรอันประเสริฐ คำว่า “ภควา” มีความหมายโดยตรงว่า ผู้มีโชค, ผู้ทรงเกียรติ, ผู้เปี่ยมด้วยคุณลักษณะอันประเสริฐ ในพระไตรปิฎกฉบับภาษาไทยมักแปลว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้า” แต่สำหรับภาษาไทยฉบับนี้ จะใช้คำว่า “พระพุทธเจ้า” เพื่อความชัดเจนและเข้าใจง่าย ยกเว้นในบางกรณีเท่านั้น

รัมมกพราหมณ์ปรากฏเฉพาะในที่นี้เท่านั้น และอรรถกถาก็ไม่ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมใด ๆ ชื่อของเขาน่าจะบ่งบอกว่าเป็นศิษย์ของ “รามะ” ซึ่งปรากฏอยู่ด้านล่างพระสูตรนี้

นอกจากพระวิหารเชตวันแล้ว วัดแห่งนี้เป็นที่รู้จักมากที่สุดในกรุงสาวัตถี ได้รับการถวายโดยนางวิสาขา ซึ่งเป็นที่รู้จักในนาม “มิคารมาตุ” หรือ “มารดาของมิคารเศรษฐี” เนื่องจากนางเป็นผู้ชักนำมิคารเศรษฐี (มิคารเศรษฐีเป็นบิดาของปุณณวัฒนะกุมาร ผู้เป็นสามีของนาง) ให้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนาและบรรลุโสดาบันในที่สุด

ท่าอาบน้ำตั้งอยู่ด้านตะวันออกของเมือง

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ” ในที่นี้ มาจากคำว่า “ภันเต” เป็นคำใช้ในการเรียกตรงในภาษาบาลี หมายความว่า “ผู้เจริญ” หรือ “ผู้ประเสริฐ” เป็นคำเรียกด้วยความเคารพนบนอบต่อผู้มีศีลสูง ในสมัยพุทธกาล ใช้คำนี้เมื่อพูดกับพระพุทธเจ้า

การทรงนิ่งของพระพุทธเจ้านั้นถือเป็นการแสดงพระอนุญาต เช่น เมื่อมีผู้กราบทูลขอถวายภัตตาหารหรือขออนุญาตทำบางสิ่ง พระองค์จะทรงนิ่งเฉยเป็นการตอบรับโดยไม่ต้องตรัส

ในที่นี้ คำว่า “อาศรม” หมายถึงอาคารขนาดใหญ่ที่เหมาะสำหรับการประชุมหรือรวมกลุ่ม โดยทั่วไปคำนี้ใช้เรียกสถานที่ของพราหมณ์

คำว่า “สาธุ” เป็นคำบาลีที่มีความหมายว่า “ดีแล้ว” “ชอบแล้ว” “ควรแล้ว” “เหมาะสมแล้ว” เป็นการแสดงความเห็นชอบต่อสิ่งที่เป็นกุศล รวมทั้งเมื่อฟังธรรมเทศนาแล้วเห็นว่าถูกต้องดีงาม

“ความสงบเงียบอันประเสริฐ” (ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Noble silence) มีนิยามจำกัดว่าเป็นฌานที่ 2 (SN 21.1)

“อยู่ในวิสัย” หมายถึง ภายใต้ขอบเขตของความสามารถ สถานการณ์ หรือธรรมชาติของสิ่งนั้น ๆ | คำว่า “ชาติ” ในภาษาบาลี แปลว่า การเกิด หรือ การเกิดใหม่อีก แต่ไม่ได้จำกัดว่าต้องเป็นภพภูมิเดิม กล่าวคือ มนุษย์เราหากยังมีกิเลสอยู่ เมื่อตายแล้ว อาจจะเกิดใหม่เป็นสัตว์ เป็นมนุษย์ หรือในสวรรค์ | กิเลส คือ สิ่งไม่ดีที่แฝงอยู่ในความรู้สึกนึกคิด ทำให้จิตใจขุ่นมัวไม่บริสุทธิ์ และเป็นเครื่องปรุงแต่งความคิดให้ทำกรรมซึ่งนำไปสู่ปัญหาความยุ่งยากเดือดร้อนและความทุกข์ ได้แก่ โลภ โกรธ หลง | “สังกิเลส” คือ สิ่งที่ทำใจให้ใจไม่บริสุทธิ์ หรือ สภาวะแห่งความไม่บริสุทธิ์ของจิตใจ (อ้างอิงการตีความของท่าน Bhikkhu Bodhi และ ท่าน Anālayo) ในบริบทนี้ ข้าพเข้าจึงใช้คำว่า “ความหมองมัว” เพื่อให้ครอบคลุมสภาวะของทั้งสิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิต

ทองคำและเงินจัดเป็นสิ่งที่อยู่ในวิสัยแห่งการเกิดใหม่ เพราะอาศัยความร้อนเป็นเหตุให้เกิดขึ้น

ทองคำและเงินย่อมต้องเสื่อมสภาพ (ชรา) เพราะสนิมหรือคราบสกปรก

กิเลส คือ สิ่งที่ทําให้เศร้าหมอง ทองและเงินอาจมัวหมองด้วยอิทธิพลของโลหะอื่น เช่น เหล็ก

คำคุณศัพท์ “อะชาตัง” ไม่ได้แปลว่า “นิพพานเป็นสิ่งที่ไม่เกิด” แต่หมายความว่า เมื่อบรรลุนิพพาน “จะไม่มีการเกิดอีก” ในทำนองเดียวกัน “อมตะ” ไม่ได้แปลว่า “ไม่ตาย” แต่หมายถึง “การหลุดพ้นจากความตาย” (อ้างอิง K.R. Norman ใน Mistaken Ideas About Nibbāna (1994)

“โพธิสัตว์” ในการแปลฉบับนี้หมายถึง “ผู้ที่จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า” ดังนั้น จึงใช้คำนี้เรียกเจ้าชายสิทธัตถะตั้งแต่ช่วงเวลาที่พระองค์สละเรือน มุ่งมั่นออกแสวงหาสัจธรรม จนถึงวาระที่พระองค์บรรลุธรรม

ข้อนี้ต่างจากตำนานที่กล่าวว่า พระองค์ทรงหลบออกไปในยามดึกสงัด

“การค้นหาสิ่งที่เป็นกุศล” อาจหมายถึง “การแสวงหาคำตอบของคำถามว่า ‘อะไรคือสิ่งที่ดี’” ในขณะนั้น พระองค์ยังไม่ทรงทราบถึงเส้นทาง จึงทรงแสวงหาคำตอบจากอาจารย์ผู้รู้ดีที่สุดในยุคนั้น | กุศล คือ สิ่งที่ดีที่ชอบ หรือสภาวะหรือการกระทําที่เกิดจากปัญญา ไร้โทษ ดีงาม มีผลเป็นสุข | อาฬารดาบส กาลามโคตร เป็นอาจารย์อาวุโสในสายอุปนิษัท (คัมภีร์ของศาสนาฮินดู เนื้อหาเป็นหลักธรรม หรือคำสอนอันลึกซึ้ง นับเป็นส่วนสุดท้ายของวรรณกรรมพระเวท)

พระพุทธเจ้าเรียกหาอาฬารดาบส กาลามโคตร ว่า “อาวุโส” แสดงการให้เกียรติของผู้มีฐานะเท่ากัน ในที่นี้ ใช้คำว่า “ท่าน” เพื่อสื่อความหมายนี้ | พรหมจรรย์ หมายถึง จริยะอันประเสริฐ หรือ การครองชีวิตประเสริฐ | การสอนและการฝึกอบรมทางศาสนานี้ มักใช้ทับศัพท์ว่า “ธรรมวินัย"

อาฬารดาบส เรียกศิษย์ของเขาว่า อายัสมา (รากศัพท์เดียวกับคำว่า อาวุโส) ซึ่งเป็นคำยกย่องที่ใช้ในศตปถพราหมณะ

“ความรู้ยิ่ง” ในที่นี้มาจากคำบาลีว่า “อภิญญา”

พระปิฎกไม่ได้ระบุชัดว่า พระองค์ศึกษาคัมภีร์ใด แต่คงต้องเป็นคัมภีร์พราหมณ์ เพราะในขณะนั้นมีเพียงคัมภีร์พราหมณ์เท่านั้นที่เป็นที่รู้จักกัน

พระอรรถกถาจารย์อธิบายว่า คำว่า “เถระ” ในบริบทนี้ หมายถึง “ความมั่นใจ” โดยคำว่า “เถระ” นอกจากมีความหมายว่า “ผู้เฒ่า (ผู้อาวุโส)” แล้ว ยังมีความหมายว่า “มั่นคง แข็งแกร่ง” เช่น คำว่า “ถีรภาวะ” ในอรรถกถา ในการแปลฉบับนี้จึงขอใช้สำนวนของท่าน Bhikkhu Bodhi ที่แปลตามแนวทางอรรถกถาดังกล่าวมาอ้างอิงในการแปล (As far as mere lip-reciting and rehearsal of his teaching went, I could speak with knowledge and assurance.)

อากิญจัญญายตนฌาน คือ “ฌานซึ่งกําหนด ‘ภาวะที่ไม่มีอะไรเลย’ เป็นสิ่งยึดหน่วงจิต” ในคัมภีร์พุทธศาสนาระบุว่า เป็นแนวการเจริญสมาธิที่นิยมของพราหมณ์

พระพุทธเจ้าทรงเรียกสิ่งเหล่านี้ว่า “อินทรีย์ 5” (SN 48.10) คือ สิ่งที่เป็นใหญ่ในการกำจัดสิ่งที่ไม่ดี หรือ พละ 5 (AN 5.14) คือ กำลังให้เกิดความเข้มแข็งมั่นคง สิ่งที่ไม่ดีจะเข้ามาครอบงำไม่ได้

เมื่อได้บรรลุถึงภาวะนั้นแล้ว อาฬารดาบส กาลามโคตร ได้ “ประกาศ” ภาวะนั้นในฐานะอาจารย์ ส่วนพระพุทธเจ้าทรง “ดำรงอยู่” ในภาวะนั้น

อาฬารดาบส กาลามโคตร เรียกหาพระพุทธเจ้าว่า “อาวุโส” มีความหมายให้เกียรติว่า “ท่าน”

“พรหมจรรย์” หมายถึง จริยะอันประเสริฐ หรือ การครองชีวิตประเสริฐ

คำเชิญนี้แสดงถึงความสุภาพและความอ่อนน้อมถ่อมตนของอาฬารดาบส

คำบาลี คือ นิพพิทา วิราคะ นิโรธ อุปสมะ อภิญญา สัมโพธะ และนิพพาน | การปฏิบัติสมาธิก่อนพุทธกาลของโควินทะ (ทีฆนิกาย 19:50.9) มาตังคะ (สุตตนิบาต 1.7:27.6) และมฆเทวะ (มัชฌิมนิกาย 83:21.7) ล้วน “นำไปสู่การเกิดใหม่ในพรหมโลก” ส่วน คัมภีร์อุปนิษัท 1.3.16 กล่าวว่า ผู้มีปัญญาย่อมได้พบความรุ่งโรจน์ในพรหมโลก

คำสอนนี้ไม่ตอบสนองต่อข้อกำหนดแห่ง “การแสวงหาความจริงอันประเสริฐ” ของพระองค์

อุททกดาบสน่าจะคือ “รามบุตร” พราหมณ์ที่เป็นที่นับถือพระราชาในแคว้นนั้น

ดูเหมือนว่ารามบุตรยังมิได้บรรลุสมาธิที่ตนสอนเองโดยแท้จริง ข้อนี้ย่อมอธิบายได้ว่า เหตุใดในเวลาต่อมา เขาจึงเชิญพระโพธิสัตว์ให้เป็นผู้นำชุมชนของเขา แทนที่จะเสนอร่วมเป็นผู้นำเช่นที่อาฬารดาบสทูลเชิญ (MN 36:16.32) อย่างไรก็ตาม ใน SN 35.103:1.6 มีเนื้อความกล่าวว่า รามบุตรได้กล่าวอ้างว่าตนได้บรรลุแล้ว

“เนวสัญญานาสัญญายาตนะ” เป็นชื่ออรูปฌาน หรืออรูปภพที่ 4 เป็นภาวะที่มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ (สัญญา ในที่นี้หมายถึง ความจําได้และหมายรู้) | ภาวะสมาธินี้อาจสัมพันธ์กับภาวะ “ไร้การรับรู้” ที่มหาฤาษียาชญวัลกยะกล่าวถึง พราหมณ์ที่เจริญสมาธิในสายอุปนิษัทของมหาฤาษียาชญวัลกยะนั้นจะอธิบายภาวะสูงสุดของตนในแง่ของการรับรู้

“จาริก” แปลว่า ท่องเที่ยวไปเพื่อสั่งสอนหรือแสวงบุญ “เที่ยวจาริกโดยลำดับ” หมายถึง การเดินทางไปตามลำดับสถานที่ | ปัจจุบัน สถานที่แห่งนี้ คือ พุทธคยา ซึ่งเป็นแหล่งจาริกแสวงบุญ ตั้งอยู่ในเขตกายา รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเนรัญชรา ซึ่งในฤดูร้อนจะแห้งขอด แต่ในฤดูฝน จะมีน้ำเต็มเปี่ยม

แม้พระพุทธเจ้าจะทรงละเว้นจากความยินดีในกามคุณ (สิ่งที่น่าปรารถนา มี 5 ประการ คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสทางกาย) แต่ไม่ได้หมายความว่า พระองค์จะไม่ทรงชื่นชมความงามของธรรมชาติ

“ปธาน” แปลว่า “ความเพียร” หรือ “การบากบั่น” โดยทั่วไปมักใช้ในความหมายของการตั้งใจปฏิบัติสมาธิอย่างจริงจัง แต่ในบริบทนี้ (มัชฌิมนิกาย 36:20.7) กลับนำไปสู่ “ความเพียร” ที่ทารุณ ซึ่งคือ การทำความเพียรด้วยการทรมานร่างกาย (เรียกว่า ทุกรกิริยา)

นี่คือการบรรลุพระอรหัตผล ในพระสูตรอื่น ๆ พระพุทธเจ้าตรัสอธิบายโดยละเอียดถึงกระบวนการเจริญสมาธิที่นำมาสู่จุดนี้

พระพุทธเจ้าทรงระบุถึงสองประเด็นที่เข้าใจได้ยากที่สุดในสิ่งที่พระองค์ทรงค้นพบ ได้แก่ ปฏิจจสมุปบาท และ พระนิพพาน | ความเป็นไปตามความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัย คือ อิทัปปัจจยตา และสภาพอาศัยปัจจัยเกิดขึ้น คือ ปฏิจจสมุปบาท | ปฏิจจสมุปบาทนี้ บางทีเรียกชื่อเต็มเป็นคําซ้อนว่า อิทัปปัจจยตา ปฏิจจสมุปบาท (การที่สิ่งทั้งหลายอาศัยกันเกิดขึ้น)

“ตัณหา” หมายถึง ความทะยานอยาก โดยทั่วไปใช้หมายถึงความอยากในกามคุณ (สิ่งที่น่าปรารถนา มี 5 ประการ คือ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสทางกาย)

จนถึงจุดนี้ พระโพธิสัตว์ยังคงทรงมุ่งมั่นอยู่กับการแสวงหาคำตอบของพระองค์ และเพิ่งจะเริ่มดำริแบ่งปันความรู้ในสิ่งที่ค้นพบกับผู้อื่น แนวคิดที่ว่า ในอดีตชาติ พระองค์เคยตั้งปณิธานเพื่อการตรัสรู้ด้วยความปรารถนาจะช่วยเหลือสรรพสัตว์ทั้งหลายนั้น ไม่ปรากฏหลักฐานสนับสนุนในคัมภีร์พุทธยุคต้น

คำว่า “คาถา” หมายถึงคำประพันธ์ประเภทร้อยกรองในภาษาบาลี คัมภีร์พุทธศาสนาของไทยมักใช้ทับศัพท์

มาจากคำว่า “ราคะ” และ “โทสะ”

หากพระองค์ทรงเลือกดำเนินตามแนวโน้มนี้ พระองค์ก็จะทรงเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า หรือผู้ที่เข้าถึงความจริงด้วยตนเอง แต่ไม่ได้เผยแผ่ธรรมเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น

ใน SN 48.57 ระบุว่า สหัมบดีพรหมไม่ใช่พระพรหมในศาสนาพราหมณ์ แต่เคยเป็นพระชื่อว่า “สหกะ” ในสมัยพระกัสสปพุทธเจ้า เมื่อละสังขารจากโลกมนุษย์ ท่านได้ไปจุติเป็นพรหมในพรหมโลก

“อุตตราสงค์” แปลว่า ผ้าที่คล้องส่วนบนของร่างกาย สันนิษฐานว่าเป็นผ้าที่นักบวชในสมัยพุทธกาลนั้นใช้ห่มกันเพื่อทำให้ดูแตกต่างจากชาวบ้านทั่วไป

“อมตะ” เป็นอีกคำหนึ่งที่พระพุทธองค์ทรงแปรความหมายเสียใหม่ ในคัมภีร์พราหมณ์ “อมตะ” หมายถึง “ความไม่ตาย” แต่พระพุทธเจ้าทรงใช้คำนี้เพื่อหมายถึง การหลุดพ้นจากวัฏสงสารแห่งการเกิด แก่ เจ็บ ตาย (การหลุดพ้นจากความตาย)

“สัจธรรม” คือ ความจริงแท้

“ผู้ไม่มีหนี้” ในที่นี้ มาจากคำบาลีว่า “อนณ” ในคัมภีร์มนู (6.35–7) ซึ่งเป็นคัมภีร์สำคัญของอินเดียโบราณระบุว่า ผู้ออกบวชต้องชำระหนี้ 3 อย่างก่อน ได้แก่ การศึกษาพระเวท การมีบุตร และการประกอบพิธีบูชายัญหรือการเสียสละอุทิศตน หากออกบวชโดยยังไม่ชำระหนี้เหล่านี้ จะตกต่ำ พระพุทธเจ้าทรงชำระหนี้ทั้ง 3 นี้แล้วโดยครบถ้วน กล่าวคือ ทรงศึกษาพระเวทกับอาจารย์ก่อนตรัสรู้ (MN 26:15.6) ทรงมีพระโอรส คือ พระราหุล และเส้นทางที่พระองค์ทรงดำเนินนั้น ถือเป็นรูปแบบสูงสุดของการเสียสละ (DN 5:24.1) อย่างไรก็ตาม ในพระพุทธศาสนา แนวคิดเรื่อง “ผู้ไม่มีหนี้” ได้รับการตีความใหม่ หมายถึง ผู้ที่ได้ละกิเลสทั้งปวง หรือ “อรหันต์” ซึ่งเป็นผู้ “ควรค่า” แก่การรับบิณฑบาตโดยไม่ติดหนี้ใด ๆ (MN 124:38.1, SN 16.11:13.2)

พุทธจักษุ คือ ความสามารถหยั่งรู้อัธยาศัย อุปนิสัยและคุณลักษณะต่าง ๆ ของสรรพสัตว์

ในที่นี้ เราเห็นความหมายของคำว่า “อินทรีย์” ในฐานะ “ศักยภาพทางจิตวิญญาณ” ความหมายนี้เชื่อมโยงกับคุณธรรมทั้ง 5 ที่พระพุทธเจ้าทรงยกย่องว่าเป็นคุณสมบัติของอาจารย์ของท่านแนวคิดนี้ชี้ให้เห็นคุณลักษณะที่มีร่วมกันของสรรพชีวิต ซึ่งเมื่อได้รับการส่งเสริมอย่างเหมาะสม ย่อมสามารถเจริญงอกงามจนบรรลุสัจธรรมได้

วลี “ปมุญจันตุ สัทธัง” สร้างความลำบากใจให้นักแปลมาเป็นเวลานาน เนื่องจากความหมายพื้นฐานของ ปมุญจันตุ คือ “ปล่อย” หรือ “ปลดปล่อย” Bhante Sujato พิจารณาว่า “ปมุญจันตุ” ในที่นี้เป็นคำที่แผลงมาจาก “อธิมุญจันตุ” ซึ่งหมายถึง “ตัดสินใจ” หรือ “ตั้งจิตมั่น” ในศรัทธา ภาษาบาลีมักใช้คำกริยาที่มีความหมายใกล้เคียงกันเพื่อเน้นความหมายของคำนาม ใน สุตตนิบาต ข้อ 5.19 คำว่า มุตตสัทโธ, ปมุญจัสสุ สัทธัง และ อธิมุตตจิตตัง ล้วนสื่อถึงความหมายนี้ทั้งสิ้น

ประทักษิณ คือ การเวียนขวา โดยให้สิ่งหรือผู้ที่นับถืออยู่ทางขวาของผู้เวียน

ไม่น่าแปลกใจที่ทั้งสองท่านจะเสียชีวิตไปแล้ว เพราะเวลาผ่านมาหลายปีนับตั้งแต่พระองค์ได้ศึกษากับอาจารย์เหล่านั้น และดูเหมือนว่าท่านจะมีอายุค่อนข้างมากในขณะนั้น ซึ่งเห็นได้จากความกระตือรือร้นที่ท่านแสดงออกในการแต่งตั้งพระองค์ให้เป็นผู้สืบทอด

กลุ่มนักบวชห้าคนนี้ (ปัญจวัคคีย์) ดูเหมือนปรากฏขึ้นอย่างฉับพลัน แต่ความเป็นมาของท่านทั้งห้าจะเข้าใจได้ชัดเจนในเรื่องราวฉบับเต็ม (MN 36:33.4, MN 85:33.4, MN 100:30.5) พระพุทธเจ้าทรงยกย่องพวกเขาน้อยกว่าอาจารย์พราหมณ์ทั้งสอง ซึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นว่า พระองค์ทรงให้คุณค่ากับสมาธิขั้นสูงมากกว่าการทรมานตน

พระสูตรหลายบทได้กล่าวรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับช่วงเวลานี้ เช่น SN 47.43, Ud 1.3–4

ข้อมูลเกี่ยวกับนักบวชที่เรียกว่า “อาชีวก” นี้ อ่านได้ที่ MN 5:31.7 และ DN 2:20.2 ส่วนอุปกะคนนี้ปรากฏเฉพาะในตอนนี้เท่านั้น | สถานที่ตรัสรู้เรียกว่า “โพธิ” ในภาษาบาลี สถานที่ทั้งสองนี้อยู่ห่างกันประมาณ 20 กิโลเมตร

คำว่า “อินทรีย์” ที่อุปกะใช้ในที่นี้ หมายถึงลักษณะภายนอกที่ปรากฏให้เห็น เช่น ดวงตาที่สุกใส

วงล้อแห่งธรรม คือ “ธรรมจักร”

“กลองแห่งการหลุดพ้นจากความตาย” ในที่นี้หมายถึง ความรู้ที่นำไปสู่พระนิพพาน

คำว่า “อนันตะชินะ (ผู้ชนะอันหาที่สุดมิได้)” ไม่ปรากฏในแหล่งอื่น และอาจเป็นคำเฉพาะของลัทธิอาชีวก คำนี้มีความสัมพันธ์กับสมญานาม “ชินะ” ของมหาวีระ ซึ่งภายหลังใช้เป็นคำเรียกสาวกของมหาวีระ (เชน) มหาวีระและโคสาละ (ผู้ก่อตั้งลัทธิอาชีวก) เคยปฏิบัติร่วมกันเป็นเวลาหกปี จึงไม่น่าแปลกใจที่ทั้งสองจะมีการใช้คำศัพท์ร่วมกัน

อาสวะ คือ กิเลสที่หมักหมมในสันดาน ไปย้อมจิตเมื่อประสบอารมณ์ต่าง ๆ

“ความชั่วมัวหมอง” ในที่นี้ ภาษาไทยใช้ทับศัพท์ว่า “บาป” เช่น การทำบาป

“อาวุโส” เป็นคำแสดงการให้เกียรติของผู้มีฐานะเท่ากัน ในการแปลครั้งนี้ ใช้คำว่า “ท่าน” เพื่อสื่อความหมายนี้ | การเรียกขานแบบนี้เหมาะสมสำหรับผู้ใหญ่ใช้พูดกับผู้ที่อ่อนกว่าหรืออยู่ในฐานะรองกว่า (DN 16:6.2.2)

“ตถาคต” แปลว่า พระผู้ไปแล้วอย่างนั้น เป็นคำที่พระพุทธเจ้าทรงเรียกพระองค์เอง

“ธรรมวิเศษ” ในที่นี้คือ “อุตตริมนุสสธรรม” | อริยบุคคล คือ บุคคลผู้บรรลุธรรมวิเศษ เช่น โสดาบัน | คำว่า “การปฏิบัติ” ที่ปรากฏใน MN 12:56.1 และ MN 85:51.7 นั้น หมายถึงการปฏิบัติที่เข้มงวด คือ การทรมานตน เมื่อพิจารณาการข้ามเนื้อหาในช่วงกลางของพระสูตรนี้ จึงเป็นไปได้ว่า เนื้อหาที่เกี่ยวกับการปฏิบัติแบบทรมานตนของพระพุทธเจ้าถูกตัดออกไป เพื่อเน้นการศึกษาเล่าเรียนกับอาจารย์พราหมณ์ทั้งสองเป็นหลัก

โปรดสังเกตว่า ปัญจวัคคีย์ได้เปลี่ยนคำเรียกขานจาก “อาวุโส” ไปเป็นคำซึ่งแสดงความเคารพอย่างสูงคือ “ภันเต” หรือ “พระองค์ผู้เจริญ”

ณ จุดนี้ พระสูตรข้ามเรื่องราวไปอีกช่วง คือ หลังจากโน้มน้าวใจปัญจวัคคีย์ได้ พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม “ธัมมจักกัปปวัตนสูตร” (SN 56.11) รายละเอียดเหตุการณ์มีบรรยายใน Kd 1:6.16.9

เหตุการณ์ที่ปัญจวัคคีย์บรรลุธรรมขั้นสูงนี้เกิดขึ้นในขณะที่พระองค์แสดงธรรมหัวข้อ “อนัตตลักขณสูตร” (SN 22.59)

พระพุทธเจ้าทรงวกกลับมาสอนแก่ภิกษุที่กำลังนั่งฟังพระองค์แสดงธรรมในอาศรมของรามมกะโดยตรง

กามสุข คือ สุขที่เกิดจากอารมณ์ที่น่าปรารถนา คือ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส (กามารมณ์) | ฌานที่ 1 มีองค์ประกอบ 5 ประการ คือ วิตก (ความตรึก) วิจาร (ความตรอง) ปีติ (ความปลาบปลื้มใจ, ความอิ่มใจ) สุข (ความสบายใจ) เอกัคคตา (ความมีจิตแน่วแน่อยู่ในสิ่งที่ยึดหน่วงจิตอันเดียว) | “สิ่งยึดหน่วงจิต” ในคัมภีร์พุทธของไทยมักจะใช้คำว่า “อารมณ์” แต่คำว่า “อารมณ์” ในภาษาบาลีมีหลายความหมาย ในขณะที่ปัจจุบัน คนไทยทั่วไปจะใช้โดยหมายถึง “ความรู้สึก”

อุเบกขา คือ จิตเรียบสมดุลเป็นกลาง | พระอริยะ หรือ อริยบุคคล คือ บุคคลผู้บรรลุธรรมวิเศษ เช่น โสดาบัน | ‘สติ’ คือ ความระลึกได้, ความไม่เผลอ, การคุมใจไว้กับสิ่งที่เกี่ยวข้องได้ | ‘สัมปชัญญะ’ คือ ความรู้ตัวทั่วพร้อม, ความรู้ตระหนัก, ความรู้และเข้าใจชัดซึ่งสิ่งที่นึกได้

ในที่นี้ ความสบายใจ มาจากคำบาลีว่า “สุข” ความรู้สึกไม่สบายกาย คือ “ทุกข์” ความดีใจ คือ “โสมนัส” ความเสียใจ คือ “โทมนัส”

“รูปสัญญา” คือ ความหมายรู้ในรูป | “รูป” หมายถึง สิ่งที่รับรู้ได้ด้วยตา และ “สัญญา” หมายถึง ความจําได้และการหมายรู้ | ฌานซึ่งกําหนด ‘ที่ว่างหาที่สุดมิได้’ เป็นสิ่งที่ยึดหน่วงจิต คือ “อากาสานัญจายตนฌาน”

“ความรับรู้” ในที่นี้ คือ “วิญญาณ” ในภาษาบาลี เป็นความรู้ที่เกิดขึ้นเมื่อเครื่องรับรู้ (อายตนะภายใน) และสิ่งที่ถูกรู้ (อายตนะภายนอก) มากระทบกัน เช่น โสตวิญญาณ คือ ความรับรู้ทางหู โดยหูเป็นเครื่องรู้ เสียงเป็นสิ่งที่ถูกรู้ | ฌานซึ่งกําหนด “ความรับรู้ที่หาที่สุดมิได้” เป็นสิ่งที่ยึดหน่วงจิต คือ วิญญาณัญจายตนฌาน

ฌานซึ่งกําหนด “ภาวะที่ไม่มีอะไรเลย” เป็นเป็นสิ่งที่ยึดหน่วงจิต คือ “อากิญจัญญายตนฌาน”

ฌานซึ่งกําหนด “ภาวะที่ทั้งมีและไม่มีความจําได้หมายรู้” เป็นเป็นสิ่งที่ยึดหน่วงจิต คือ “เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน”

ภาวะแห่งการดับสิ้นซึ่งความจําได้หมายรู้และความรู้สึกสุขทุกข์ คือ “สัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ” เรียกสั้น ๆ ว่า “นิโรธสมาบัติ” | กิเลสที่หมักหมมในสันดาน ไปย้อมจิตเมื่อประสบอารมณ์ต่าง ๆ คือ “อาสวะ”

Translations [38]